
วันที่ 8 กันยายน 2569 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 14/2569 โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 226 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร

นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้เป็นการหารือกรอบแนวคิดและการเสนอข้อคิดเห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงการติดตามขับเคลื่อนงานและโครงการสำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1) แนวคิดการบริหารจัดการในพื้นที่ลุ่มน้ำยม เพื่อลดความเสียหายลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2) การบริหารจัดการแมลงวันผลไม้แบบครอบคลุมพื้นที่ด้านเทคนิคแมลงเป็นหมัน ร่วมกับวิธีการผสมผสาน และโครงการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการควบคุมแมลง (ยุง) โดยแบคทีเรียโวลบาเกีย 3) ความคืบหน้ากรณีการส่งออกสินค้านมไปประเทศอินโดนีเซีย

“การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการถ่ายทอดนโยบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ติดตามความก้าวหน้า และร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนโยบายรัฐบาล โดยเน้นย้ำให้ช่วยกันทำงานเพื่อยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พร้อมทั้งรับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวสรุปผลการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งกรมฯ มีภารกิจในการส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ 10,923 แห่ง สมาชิกรวม 11.22 ล้านราย ผ่านการขับเคลื่อนโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4 นโยบายหลัก ดังนี้ 1) นโยบายยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับศักยภาพสหกรณ์ให้เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร (Agricultural Service Providers) ส่งเสริมสหกรณ์ทุกประเภทให้มี Application สมาชิกสามารถตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของตนเอง ส่งเสริมสหกรณ์ใช้นวัตกรรม เพื่อการบริหารจัดการ และสนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดหาอุปกรณ์และสิ่งก่อสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2) นโยบายเพิ่มรายได้เกษตรกร ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น พัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรในพื้นที่ คทช. การแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ การส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้เพิ่ม 3) นโยบายพัฒนาศักยภาพเกษตรกร พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของกลุ่มอาชีพ กลุ่มสตรี ยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตและการขนส่งของสหกรณ์ สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) 4) นโยบายตลาดนำการผลิต ยกระดับการกระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จำนวน 125 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาแพลตฟอร์มสินค้าสหกรณ์ในรูปแบบดิจิทัล ภายใต้ชื่อ “Co-op Easy shop”
ทั้งนี้ จากผลสำเร็จของการดำเนินงานสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีปริมาณธุรกิจรอบ 11 เดือน (ณ ก.ย.68-ก.ค.69) มูลค่ารวม 2.749 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวน 223,619 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.85 สำหรับปริมาณธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร เพิ่มขึ้น 1,072.84 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28.70 รองลงมาคือธุรกิจการรับฝากเงิน เพิ่มขึ้น 192,464.85 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.20 และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เพิ่มขึ้น 8,288.11 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.98
“กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของเกษตรกร โดยส่งเสริมสถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร พร้อมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่สหกรณ์ผ่านเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์กว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อนำไปต่อยอดการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งส่งเสริมการผลิตเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP การแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และส่งเสริมการบริหารจัดการด้านการตลาด เชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าสหกรณ์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร” นายนิรันดร์ กล่าว
