สพฐ.มุ่งเป้า “TZD พลัส” จัดการศึกษายืดหยุ่นไร้รอยต่อ

สพฐ.จัดเวทีระดมสมอง 4 ภูมิภาค ขับเคลื่อนนโยบาย TZD พลัส ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ มุ่งสู่เป้าหมายเด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพเต็มที่

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ยกระดับนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) เป็น TZD พลัส นั้น ท่านพิเชฐ  โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. จึงได้มีนโยบายสำคัญขับเคลื่อน TZD พลัส ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทุกคน โดยมีเป้าหมายสำคัญ “ไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สพฐ.ได้นำประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง มาร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยจัดเวที “การพัฒนาและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามแนวคิดการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา (OBEC Zero Dropout) ” ขึ้น เพื่อเปิดเวทีให้ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และนวัตกรรมการจัดการศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ โดยจัดประชุม 4 ภูมิภาค ซึ่งภาคใต้ได้จัดไปแล้ว เมื่อวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดแล้ววันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมริเวอร์ทรี รีสอร์ท เชียงคาน จังหวัดเลย ส่วนภาคเหนือ จะจัด ระหว่างวันที่ 16 – 18 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคกลาง จัดวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโกลเด้นบีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

“ ประเด็นสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทั้ง 4 ภูมิภาคจะได้หารือร่วมกัน คือ 1.การสร้างทางเลือกสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่นและเท่าเทียม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทชีวิต 2. การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ลดความเสี่ยงการหลุดออกจากระบบการศึกษา 3.เครื่องมือและกลไกสนับสนุนการจัดการศึกษา พัฒนาระบบติดตาม ช่วยเหลือ และส่งต่อผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.การจัดการศึกษาตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ส่งเสริมบทบาทของชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายในการร่วมจัดการศึกษา เพื่ออุดช่องว่างและขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้เด็กนอกระบบการศึกษา”

นายภูธร กล่าวด้วยว่า หลังจากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้ง 4 ภาคแล้วเสร็จ สพฐ.จะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากทุกภูมิภาคมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รวมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุน เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียม สำหรับผู้เรียนทุกคน ทำให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่