ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งอ้างว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และตำรวจ บุกจับกุม นายเพชรโยธิน (ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคฯ ในขณะนั้น) พร้อมของกลางคาโต๊ะ กรณีเรียกรับเงินผู้รับเหมาก่อสร้าง เดือนมีนาคม 2566 เลขาธิการ กอศ. (นายยศพล) สั่ง “พักราชการ” ทันที หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา เดือนกุมภาพันธ์ 2567 อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 และศาลประทับรับฟ้องเรียบร้อย แต่วันที่ 19 มีนาคม 2567 เลขาฯ กอศ. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทุจริตกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ วันที่ 22 มีนาคม 2567 ออกคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.วิทยาลัยการอาชีพฯ พร้อมปรับเพิ่มเงินเดือนจาก 42,140 บาท เป็น 58,430 บาท (เพิ่มขึ้นกว่า 16,000 บาท) มีผล 1 เมษายน
- การใช้ดุลยพินิจคืนตำแหน่งและเลื่อนขั้นให้ผู้ที่ “ศาลรับฟ้องคดีทุจริตแล้ว” ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลและนโยบายปราบโกงของรัฐบาลหรือไม่..?
- มาตรฐานการพิจารณาความดีความชอบของอาชีวะอยู่ตรงไหน? ในเมื่อคนที่มีมลทินมัวหมองกลับได้ดิบได้ดี
- มี “สายสัมพันธ์พิเศษ” เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งนี้หรือไม่..?
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อมูลที่นำเสนอดังกล่าวคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงขอชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการในกรณีกล่าวหานายเพชรโยธิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี ดังนี้
- ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการจับกุมอดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค พร้อมของกลางเงินสด จำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
- สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 375/2565 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลับ ที่ 376/2565 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวพักราชการ
- พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธัญบุรี ได้จัดส่งสำนวนการสืบสวนกรณีกล่าวหานายเพชรโยธิน ราษฎร์เจริญ ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
- สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือ ลับ ที่ ปช 0040 (ปท)/0988 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2565 แจ้งมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 97/2565 วาระที่ 6.8 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติว่า เรื่องกล่าวหาเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 64 และให้รายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ตามมาตรา 65 แห่งกฎหมายเดียวกัน
- ผลการสอบสวนมีมติไม่ร้ายแรง เนื่องจากมีผู้นำเงินสดจำนวน 30,000 บาท มาส่งให้เจ้าหน้าที่ และมีการลงรายการว่าเป็นเงินบริจาค ตามหลักฐานใบสรุปยอดรับเงินประจำวัน 2 มีนาคม 2565 ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในสมุดบัญชีธนาคาร ส่วนเงินจำนวน 10,000 บาท เป็นเงินที่จ่ายภายหลังมีการอนุมัติให้ตรวจรับงานแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2565 จึงไม่มีเหตุให้งดจ่ายเงินค่าจ้างได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เนื่องจาก แม้ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้รับเหมาจะไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ผู้ถูกร้องเรียนก็ยังคงอนุมัติการจ่ายเงินและเช็คเงินค่าจ้างโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องเรียนมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างหรือผู้ขายมาก่อน
- ต่อมา อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ครั้งที่ 16/2565 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 รับทราบรายงานการดำเนินการทางวินัย
- สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 312/2566 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2555 ข้อ 17 (2) และแจ้งผลการร้องเรียนให้ผู้ร้องเรียนทราบ ปรากฏตามไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566
- ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีคำสั่งลับ ที่ 584/2566 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2566 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพักราชการ (ครั้งที่ 2) ด้วยเหตุต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157
- อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งพักราชการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพักราชการ และสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ
- สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 516/2567 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2567 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ
- สำนักงาน ก.ค.ศ. รับทราบผลการสอบสวนตามข้อ 5
- ต่อมา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง
จากขั้นตอนและกระบวนการดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการจับกุม ได้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ทั้งการสอบสวนวินัยและการพักราชการ ต่อมา มีการสั่งพักราชการครั้งที่ 2 ด้วยเหตุเดิม แต่องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นการสั่งพักราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 จึงสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 124 และกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ข้อ 16 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อ ก.ค.ศ. ได้มีมติเป็นประการใดแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทำได้ โดยมิได้กำหนดว่าการสั่งให้กลับเข้ารับราชการต้องรอฟังผลอาญาหรือให้คดีอาญาถึงที่สุดเสียก่อน และเพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง จึงได้มีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งวิทยาลัยการอาชีพพระสมุทรเจดีย์ ในอัตราเงินเดือนเดิม
ส่วนขั้น 58,430 บาท นั้น เป็นอัตราเงินเดือนของตำแหน่งเดิม มิใช่การเลื่อนให้ผู้ถูกร้องเรียนได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นเป็นจำนวนกว่า 16,000 บาท ตามที่มีการเสนอข่าว
ดังนั้น การดำเนินการของผู้บังคับบัญชาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นไปตามความจำเป็นเหมาะสมทุกประการ หาได้มีการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ทั้งในส่วนของการดำเนินการทางวินัย ซึ่งองค์กรที่มีอำนาจพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยก็มีมติเห็นชอบและรับทราบผลในกรณีดังกล่าว และคดีอาญานั้น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา
ส่วนการสั่งกลับเข้ารับราชการ การย้ายไปดำรงตำแหน่งที่สถานศึกษาแห่งอื่น และการพิจารณาความดีความชอบ ก็เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ มิใช่พิจารณาให้บุคคลที่มีมลทินมัวหมอง หรือมี “สายสัมพันธ์พิเศษ” ได้รับความดีความชอบ ตามที่มีการนำเสนอข่าวในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด
