กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมุ่งเน้นทำงานเชิงรุก เตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ สู้ภัยแล้ง ดับไฟป่า ลดค่าฝุ่น PM 2.5


นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ได้ประชุมมอบแนวทางการขับเคลื่อนการทำงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/กลุ่ม ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมเทวกุล และผ่านระบบ VDO conference เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกร เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร โดยวางแนวทางการทำงานเพื่อดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงในเชิงรุก และมีแผนปฏิบัติการล่วงหน้า มุ่งเป้าแม่นยำและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศเพื่อเชื่อมโยงกับน้ำผิวดินและแปลงเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้มากขึ้น เพื่อปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความพร้อมในการปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้เกิดความเสียหาย และในอนาคตข้างหน้าจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวงแก้ปัญหาภัยแล้ง ลดฝุ่น PM 2.5 ดับไฟป่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเฝ้าติดตามสถานการณ์เอลนีโญที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย และคาดว่าฝนจะทิ้งช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 10% ดังนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงวางแผนเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์เอลนีโญ โดยบูรณาการร่วมกับกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เพื่อทำการสำรวจพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับผลกระทบในภาคการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ส่วนปลายฤดูฝน กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะเฝ้าติดตามปริมาณน้ำในเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์หรือกักเก็บน้ำได้ไม่มากนัก ก็จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งในปีถัดไป



จากผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-30 เมษายน 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ขึ้นบินปฏิบัติการกว่า 446 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีฝนตกในพื้นที่เป้าหมายถึง 98.11% ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมได้กว่า 33 จังหวัด โดยมีเป้าหมายการทำงาน 3 เรื่องหลัก คือ 1. ยกระดับ “ฝนหลวงแม่นยำระดับลุ่มน้ำ“ 2. ลดความเสี่ยงภัยแล้ง และ 3. เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ใช้ Data และ AI เป็นตัวขับเคลื่อน วิเคราะห์การก่อตัวของเมฆ คาดการณ์ทิศทางลม ความชื้น อุณหภูมิ ประเมินโอกาสเกิดฝนในแต่ละพื้นที่ วางแผนการบิน จำลองเส้นทางบินของเครื่องบินฝนหลวง เลือกตำแหน่งโปรยสารที่เหมาะสม ลดการใช้เชื้อเพลิงและเวลาทดสอบสถานการณ์ก่อนปฏิบัติจริง เปรียบเทียบผลของการใช้สารแต่ละชนิด ประเมินผลลัพธ์จากความสูงและเวลาที่แตกต่างกัน ลดความเสี่ยงจากการทดลองภาคสนาม ติดตามผลแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อข้อมูลจากเรดาร์ตรวจอากาศ ดาวเทียม และสถานีตรวจวัด ปรับแผนการปฏิบัติการระหว่างภารกิจได้ทันที ประเมินผลหลังภารกิจ เปรียบเทียบปริมาณฝนที่เกิดขึ้นจริงกับแบบจำลอง พัฒนาความแม่นยำของการทำฝนหลวงในอนาคต

นายวิทยา เปิดเผยอีกว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับโครงการโรงผลิตสารฝนหลวง จำนวน 8 แห่ง ไว้เป็นโครงการตามพระราชดำริ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการดำเนินการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ซึ่งในปัจจุบันดำเนินการสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ โรงผลิตสารฝนหลวงศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จ.เพชรบุรี จ.ตาก จ.พิษณุโลก จ.บุรีรัมย์ จ.ขอนแก่น และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยได้รับงบสนับสนุนจากบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 50 ล้านบาท เพื่อการดำเนินงานของมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะดำเนินการจัดสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนและเกษตรกรต่อไป