กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในพื้นที่ภาคเหนือ ขับเคลื่อน 9 โครงการ เชียงใหม่-ลำพูน ชูระบบ “ชลประทานอัจฉริยะ” หวังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างทั่วถึง ยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กรมชลประทาน เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในจังหวัดลำพูน จำนวน 6 โครงการ และอำเภอจอมทอง อำเภอฮอด อำเภอดอยหล่อ และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3 โครงการ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ประชาชนที่สนใจ และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดลำพูนและอำเภอจอมทอง อำเภอฮอด อำเภอดอยหล่อ และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบและร่วมกันระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อใช้ในการปรับปรุงโครงการให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป ช่วงบ่ายผู้บริหารกรมชลฯ และคณะลงพื้นที่จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ณ อ่างเก็บน้ำห้วยโป่งจ้อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่

นายเกื้อกูล กล่าวว่า โครงการชลประทานขนาดกลางเป็นเครื่องมือที่สำคัญของกรมชลประทานที่สนับสนุนน้ำเพื่อทำการเกษตรและกิจกรรมความต้องการใช้น้ำด้านต่าง ๆ ช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เนื่องจากอาคารและระบบชลประทานที่ก่อสร้างและใช้งานมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดสภาพชำรุดเสียหายและประสิทธิภาพการส่งน้ำต่ำลง เกิดผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ชลประทานในพื้นที่ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานเห็นความสำคัญต่อการปรับปรุงโครงการชลประทานที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่จากปัญหาโครงการชลประทานต่าง ๆ เกิดการชำรุดเสียหายและมีประสิทธิภาพต่ำ ปัญหาเจ้าหน้าที่ลดลง ปัญหาแย่งใช้น้ำจากเศรษฐกิจที่ขยายการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานมีประสิทธิภาพต่ำลง ขาดความแม่นยำ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานไม่ทั่วถึง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ของกรมชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยใช้ระบบ IoT ระบบ AI ระบบ Application และพัฒนาทักษะของบุคลากร พร้อมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นคงด้านน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

“จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีลุ่มน้ำหลักที่สำคัญคือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาละวิน มีพื้นที่การเกษตรประมาณ 3 ล้านไร่ พื้นที่ชลประทานประมาณ 1 ล้านไร่ มีน้ำในจังหวัดปีละ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรและที่เหลืออีก 4 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจะไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงประชาชนทั้งประเทศ สำหรับปัญหาหลักของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อุทกภัย ภัยแล้ง น้ำเสียหมอกควันไฟป่า ซึ่งโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลาง (สายใต้) ตั้งแต่อำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง อำเภอดอยหล่อ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จะช่วยเหลือชาวเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่เกษตรกรทั้งอำเภอดอยเต่าที่ประสบปัญหาภัยแล้งมาอย่างยาวนาน ตลอดจนในเขตอำเภอจอมทอง ซึ่งจะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ เป็นแหล่งน้ำผลิตน้ำประปา



สำหรับการปรับปรุงโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งจ้อ จะเป็นประโยชน์กับชาวอำเภอดอยหล่อ ซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอส่งผลให้พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ มะม่วง ลำไย ออกผลผลิตเพิ่มขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีรายได้เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ จึงเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องขอขอบคุณกรมชลประทานที่ได้นำโครงการดี ๆ เข้ามาสู่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับชาวจังหวัดเชียงใหม่เป็นลำดับต่อไป” ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กรมชลประทาน กล่าว

นายชูศักดิ์ สุทธิ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีพันธกิจที่สำคัญ 4 ประการคือ พัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุล บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ทั่วถึงและเป็นธรรม และดำเนินการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำตามภารกิจอย่างเหมาะสม และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ ดังนั้น กรมชลประทานจึงเห็นความสำคัญต่อการปรับปรุงโครงการชลประทานที่มีอยู่เดิมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้านนายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กล่าวเสริมว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในจังหวัดลำพูน และอำเภอจอมทอง อำเภอฮอด อำเภอดอยหล่อ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ กรมชลประทานได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษามาทำการศึกษาความเหมาะสม เนื่องจากโครงการชลประทานขนาดกลางได้ก่อสร้างและใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้อาคารและระบบชลประทานชำรุดเสียหายและมีประสิทธิภาพต่ำ จึงทำการศึกษาความเหมาะสมเพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ เพื่อช่วยบรรเทาภัยที่เกิดจากน้ำในเขตโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม และแผนงานอื่น ๆ ในอนาคต และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎร โดยใช้ระยะเวลาการศึกษา 15 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2569

สำหรับผลการศึกษาประกอบด้วย
1.แผนหลักการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ 8 อำเภอของจังหวัดลำพูน มีแผนงานโครงการรวม 29 โครงการ ความจุกักเก็บน้ำรวม 21.462 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานและรับประโยชน์ 33,607 ไร่ และ 4 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ มีแผนงานโครงการรวม 31 โครงการ ความจุกักเก็บน้ำรวม 66.46 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานและรับประโยชน์ 52,655 ไร่ รวมทั้งสิ้น 60 โครงการ ความจุกักเก็บน้ำรวม 87.922 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานและรับประโยชน์ 86,262 ไร่ 2.แผนการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางที่มีความสำคัญลำดับต้น 9 โครงการจาก 16 โครงการที่ประเมินและคัดเลือกจากพื้นที่ศึกษา 2 จังหวัด ระยเวลา 10 ปี ทั้งแผนระยะเร่งด่วน แผนระยะสั้น แผนระยะกลางและแผนระยะยาว ได้แก่ 2.1 โครงการฝายชลขันธ์พินิจ หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลดอยแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ชลประทาน 44,900 ไร่ ประกอบด้วย 5 แผนงาน 83 กิจกรรมย่อย 2.2 โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ธิ หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน พื้นที่ชลประทาน 6,500 ไร่ ประกอบด้วย 5 แผนงาน 24 กิจกรรมย่อย 2.3 โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สาน หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลศรีบัวบาน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พื้นที่ชลประทาน 9,600 ไร่ ประกอบด้วย 5 แผนงาน 31 กิจกรรมย่อย 2.4 โครงการอ่างเก็บน้ำแม่เมย หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลทาขุมเงิน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน พื้นที่ชลประทาน 2,500 ไร่ ประกอบด้วย 5 แผนงาน 35 กิจกรรมย่อย 2.5 โครงการฝายวังตอง หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พื้นที่ชลประทาน 4,500 ไร่ ประกอบด้วย 5 แผนงาน 37 กิจกรรมย่อย 2.6 โครงการฝายเหมืองดั้ง หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน พื้นที่ชลประทาน 11,300 ไร่ ประกอบด้วย 4 แผนงาน 31 กิจกรรมย่อย 2.7 โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตูบ หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลโปงทุ่ง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ชลประทาน 14,967 ไร่ ประกอบด้วย 4 แผนงาน 32 กิจกรรมย่อย 2.8 โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งจ้อ หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ชลประทาน 9,742 ไร่ ประกอบด้วย 6 แผนงาน 46 กิจกรรมย่อย 2.9 โครงการฝายเหมืองใหม่ หัวงานตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ชลประทาน 8,116 ไร่ ประกอบด้วย 6 แผนงาน 28 กิจกรรมย่อย รวมทั้งสิ้น 9 โครงการ 45 แผนงาน 347 กิจกรรมย่อย คิดเป็นค่าใช้จ่ายเงินลงทุน 3,253.185 ล้านบาท



“ที่ผ่านมากรมชลฯ ได้มีการพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกร และจากผลการศึกษาก็จะนำไปสู่การเตรียมความพร้อมสำรวจ ออกแบบ และก่อสร้าง หลังจากนั้นก็จะร่วมกันบริหารจัดการน้ำ ซึ่งพี่น้องเกษตรกรคาดหวังว่าจะต้องมีน้ำเพิ่มขึ้น อยากจะฝากถึงพี่น้องเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนว่าทรัพยากรน้ำมีจำกัด ขอให้ช่วยกันประหยัดน้ำ โดยปรับรูปแบบการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย แต่มีมูลค่าสูง รวมถึงการวางกฎ กติกาการใช้น้ำ โดยการแบ่งปันหมุนเวียนให้ทั่วถึง พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ” นายปรัชญา กล่าว

ขณะที่นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 1 กล่าวว่า เมื่อได้ผลการศึกษาปรับปรุงทั้ง 9 โครงการแล้ว ชลประทานในพื้นที่โดยสำนักงานชลประทานที่ 1 จะบรรจุเข้าแผน MTEF และเตรียมความพร้อมในการออกแบบรายละเอียดและของบประมาณเพื่อปรับปรุงโครงการ และมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน และเกษตรกรได้รับทราบถึงการจัดทำโครงการ ศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในจังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่ โดยการวางแผนในระยะสั้นและระยะเร่งด่วน เช่น การสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรสามารถใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและประหยัด รวมถึงเร่งรัดปรับปรุงดำเนินการซ่อมแซมชลประทานในส่วนที่ชำรุดเสียหายให้สามารถใช้งานได้ดี ส่งผลดีต่อการส่งน้ำ

“น้ำคือปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อมีน้ำกรมชลฯ ก็ต้องจัดเตรียมเครื่องมือที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการศึกษา ความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางก็จะมีประโยชน์ สามารถพัฒนาเครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนและเกษตรกร ส่งผลให้เพิ่มพื้นที่เกษตรกรรม ผลผลิตเพิ่มขึ้น และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเพิ่มรายได้ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร ตลอดจนสอดคล้องกับแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้เกิดความยั่งยืน ดังนั้น หากโครงการนี้เสร็จสิ้นก็จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม เพิ่มปริมาณน้ำมากขึ้น เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ฝากถึงพี่น้องประชาชนและผู้ใช้น้ำว่ากรมชลฯ มีนโยบายและการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและเกษตรกร ในขณะเดียวกันก็จะขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างมีคุณค่า เกิดประโยชน์ ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อเพิ่มพื้นที่และเพิ่มผลผลิตต่อไปในอนาคต” นายอัฏฐวิชย์ กล่าว

ด้านนายทิม แสนปุก กรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำโครงการอ่างเก็บน้ำ ห้วยโป่งจ้อ กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันว่า มีการใช้น้ำทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำสมบูรณ์ดี มีน้ำพอใช้อย่างทั่วถึง ส่วนปัญหาในขณะนี้มีบางจุดที่น้ำยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากจะมีตะกอนดินทรายไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาท่อตัน นอกจากนี้ ยังมีลำรางอายุ 40 กว่าปีเกิดการแตกร้าว ทำให้น้ำรั่วซึมเสียหาย ดังนั้น อยากให้กรมชลฯ เร่งรัดปรับปรุงในส่วนที่น้ำยังไปไม่ทั่วถึงในพื้นที่สูง เบื้องต้นขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยการขุดสระกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตนเอง ปัจจุบันผู้ใช้น้ำในอำเภอดอยหล่อมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องออกไปรับจ้างนอกพื้นที่ สามารถปลูกลำไยจำหน่ายหน้าบ้าน มีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องขอขอบคุณทางกรมชลฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องเกษตรกร โดยทางกลุ่มฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการฯ และยืนยันว่าจะช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำเป็นอย่างดี

“ถ้าโครงการนี้เสร็จแล้ว เราจะได้ประโยชน์มากขึ้น มีการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นและในอนาคตผู้ใช้น้ำจะบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทางกลุ่มฯ รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการปรับปรุงโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งจ้อในส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้นและยั่งยืน” นายทิม กล่าว

นอกจากนี้ นายถนอม สิริปา รองประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งจ้อ กล่าวเสริมว่า ปัญหาตอนนี้คืออยากได้น้ำเพิ่มประมาณ 200,000-300,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งจ้อมีความจุอยู่ที่ 2.77 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่เพาะปลูก 22,000 ไร่ มีกลุ่มผู้ใช้น้ำ 5 กลุ่ม เมื่อปีที่แล้วน้ำมาก มีปัญหาลำรางชำรุด อยากให้เปลี่ยนเป็นระบบท่อ ส่วนใหญ่เกษตรกรเพาะปลูกพืชยืนต้น เช่น มะม่วง ลำไย อยากให้หนุน Spin Way สูงขึ้น เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอ