
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมสุพัตรารีสอร์ท อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี นายประกาศิต สาณะเสน นายอำเภอวังม่วง เป็นประธานเปิดการประชุมปฐมนิเทศงานจ้างสำรวจ ออกแบบ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน นายกานต์ โพธิดอกไม้ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสระบุรี นายวศวรรธน์ นาคนวล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ นายไพฑูรย์ ยังรักษา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง โดยมีพระภิกษุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม

นายประกาศิต สาณะเสน นายอำเภอวังม่วง กล่าวว่า อำเภอวังม่วง เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง เพื่อผันน้ำไปยังจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอวังม่วงเป็นพื้นที่การเกษตร และอุโมงค์ผันน้ำจะผ่านพื้นที่การเกษตรด้วย ซึ่งได้รับผลกระทบเล็กน้อย ขณะที่ปัจจุบันก็ได้มีการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เข้ามาในพื้นที่การเกษตรแล้วกว่า 2,000 ไร่ มั่นใจว่าถ้าโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะเกิดประโยชน์ในภายภาคหน้า หากเกิดภัยแล้งรุนแรงก็จะผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไปเติมที่เขื่อนลำตะคอง เพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆ และคาดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา


สำหรับการประชุมปฐมนิเทศในวันนี้ได้แนะนำให้ผู้เข้าร่วมประชุมนำข้อมูลจากกรมชลประทานไปศึกษาวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และควรพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการดังกล่าว และคิดว่ากรมชลประทานจะรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่อำเภอวังม่วง เพื่อลดผลกระทบต่อแนวเขตการก่อสร้าง

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้ว่าจ้างกิจการร่วมค้า PYFW JV ดำเนินการในส่วนของงานจ้างสำรวจ ออกแบบ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 720 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.2569 และสิ้นสุดวันที่ 17 พ.ค.2571 ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำป่าสักชลสิทธิ์ สถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดัน ท่อผันน้ำ 3 ช่วง อุโมงค์ผันน้ำ และอาคารประกอบ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 4 อำเภอ 7 ตำบล ประกอบด้วย อำเภอวังม่วง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อำเภอสีคิ้ว และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนสำรวจ ออกแบบ รายละเอียด ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2571 หลังจากผ่านขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม การขออนุญาตใช้พื้นที่ และได้รับงบประมาณแล้ว จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเริ่มผันน้ำได้ในฤดูน้ำหลากจากอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ไปยังอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ในอัตราการไหลของน้ำ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม เฉลี่ย 70 วันต่อปี อุโมงค์ผันน้ำความยาว 42 กิโลเมตร มีค่าไฟฟ้าสูบน้ำประมาณ 87.44 ล้านบาท และค่าดำเนินการและบำรุงรักษาประมาณ 12.54 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับและเก็บน้ำไว้ในเขื่อนลำตะคองเพื่อใช้ในฤดูแล้งถัดไป




โดยจะผันน้ำเฉพาะปริมาณน้ำส่วนเกินจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมมาเติมเขื่อนลำตะคองเฉลี่ย 58.43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำซ้ำซากในลุ่มน้ำลำตะคอง และจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตรและอุตสาหกรรม ช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับจังหวัดนครราชสีมา และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งมีประชากรเกือบ 2.60 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าเมื่อระดับน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สูงกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve) ซึ่งเป็นน้ำที่ต้องระบายลงท้ายน้ำอยู่แล้ว และจะหยุดผันน้ำ เมื่อระดับน้ำลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ ในปีน้ำน้อยจึงผันได้น้อยมากหรือไม่ผันเลย ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับการจัดสรรน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และจะกำหนดเกณฑ์การผันน้ำไว้ในคู่มือบริหารจัดการน้ำอย่างชัดเจน


สำหรับขั้นตอนการสำรวจ ออกแบบรายละเอียด จะทบทวนรูปแบบและองค์ประกอบของโครงการ เพื่อให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านภูเขาจะใช้อุโมงค์ลอดใต้ดินและปลูกป่าทดแทนพื้นที่ที่สูญเสีย ทุกขั้นตอนของการดำเนินงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งเวทีปฐมนิเทศ การชี้แจงในพื้นที่ และเวทีปัจฉิมนิเทศ เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงโครงการให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยมีพื้นที่รับประโยชน์ 154,195 ไร่ ใน 40 ตำบล 6 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา สามารถส่งน้ำในฤดูฝนได้ทั่วถึง ขยายพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งได้ 25,000 ไร่ และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมร้าง 7,535 ไร่ ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ จะไม่เกิดการขาดแคลนน้ำ ทั้งด้านอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการเกษตรทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 95.11 เป็นร้อยละ 116.21 และเกิดผลประโยชน์ด้านการเกษตรประมาณ 1,473.98 ล้านบาทต่อปี

“กรมชลฯ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพของเขื่อนลำตะคอง โดยการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไปเก็บไว้ที่เขื่อนลำตะคอง ซึ่งมีระดับความสูงกว่า 250 เมตร จึงต้องใช้วิธีการสูบน้ำ และปล่อยน้ำเข้าอุโมงค์ แล้วจึงปล่อยน้ำเข้าเขื่อนลำตะคอง เนื่องจากประสิทธิภาพของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สามารถเก็บกักน้ำได้ 800-900 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ประมาณ 2,400 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้มีปริมาณน้ำส่วนเกิน 1 ,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งพื้นที่รับประโยชน์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เขื่อนลำตะคอง” นายพิเชษฐ กล่าว

นายวศวรรธน์ นาคนวล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์น้ำปัจจุบัน ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ ประมาณ 801 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 91% ของระดับเก็บกัก และมีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้ลดการระบายน้ำลงเหลือ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และได้วางแผนเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งปีถัดไป

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2570 คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2570 จะมีการใช้น้ำทั้งสิ้น 600 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยช่วงฤดูน้ำหลากตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ก็สามารถผันน้ำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ดังนั้น การที่จะนำน้ำส่วนที่เหลือไปเติมให้กับอ่างเก็บน้ำลำตะคองในช่วงฤดูน้ำหลากก็จะเกิดประโยชน์กับลุ่มน้ำอื่นๆ อีกด้วย ดีกว่าระบายน้ำทิ้ง

นายกานต์ โพธิดอกไม้ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสระบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดสระบุรีกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนัก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดสระบุรี ส่วนประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองทั้งในพื้นที่อำเภอมวกเหล็กและอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี จะเป็นทางผ่านของอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไปยังเขื่อนลำตะคอง แต่เสียงสะท้อนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในอนาคตจะส่งผลดีเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ ก็จะมีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย อาทิ การผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์เข้าสู่อ่างเก็บน้ำมวกเหล็กเพิ่มขึ้นปีละ 10-20 ล้านลูกบาศก์เมตร จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมวกเหล็กให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของชลประทานสระบุรี ปัจจุบันมีพื้นที่รับประโยชน์ 25,000 ไร่ และมีแผนจะขยายพื้นที่รับประโยชน์ให้ครอบคลุม 50,000 ไร่

นายไพฑูรย์ ยังรักษา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง กล่าวในตอนท้ายว่า ลุ่มน้ำลำตะคอง เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำมูล ที่ผ่านมามักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำซ้ำซากทุกปี เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ยังเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงเฉลี่ยประมาณ 21 วันต่อปี ทำให้เกิด วิกฤติภัยแล้งรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ไปแล้วกว่า 880 โครงการ รวมความจุเกือบ 1,255 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งอ่างเก็บน้ำ เขื่อนระบายน้ำ และการสูบน้ำใต้ดิน แต่มาตรการเหล่านั้นยังไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

จากสภาพปัญหาดังกล่าว กรมชลประทานได้มีแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยการผันน้ำส่วนเกินจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เข้ามาเติมปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเก็บกักน้ำและการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ชลประทานในจังหวัดนครราชสีมาอย่างทั่วถึง และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำป่าสักช่วงฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย
