กรมชลฯ จัดปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร นครพนม เสริมความมั่นคงต้นทุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร เวทีที่ 1


นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า พื้นที่ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำ ได้แก่ บริเวณโดยรอบหนองหาร บริเวณลุ่มน้ำก่ำท้ายหนองหาร และพื้นที่ใกล้จุดบรรจบแม่น้ำโขง มีลักษณะภูมิประเทศบางแห่งเป็นที่ลุ่มต่ำ เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย เมื่อมีฝนตกหนักในพื้นที่ จึงขาดแหล่งเก็บกักชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ อีกทั้งความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำสายหลักได้แก่ ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำ บางช่วงแคบ คดเคี้ยวและตื้นเขิน ตลอดจนปัญหาดินตะกอนทรายทับถม ทำให้ระบายน้ำได้น้อย ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำจำนวนมากจากพื้นที่ต้นน้ำได้ และพื้นที่บริเวณท้ายลุ่มน้ำก่ำได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำหลากได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดความเสียหายทั้งในเชิงเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อีกทั้งในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อทำการเกษตร เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสม การบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยมีพื้นที่ศึกษาความเหมาะสมโครงการฯ บริเวณลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง ลุ่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำน้ำพุงมีพื้นที่ประมาณ 1.02 ล้านไร่ พื้นที่ลุ่มน้ำก่ำมีพื้นที่ประมาณ 1.17 ล้านไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมด 2.19 ล้านไร่ อยู่ในเขตจังหวัดสกลนครและนครพนม สำหรับพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเป็นประจำ จำแนกได้ 5 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่ บริเวณชุมชนเมืองรอบหนองหาร, ลำน้ำน้ำพุงบริเวณอำเภอเต่างอย, ลำน้ำก่ำช่วงท้าย ปตร.สุรัสวดี-ปตร.บ้านหนองบึง, ลำน้ำก่ำบริเวณตอนกลางในเขตอำเภอวังยาง และอำเภอนาแก และลำน้ำก่ำด้านท้ายน้ำก่อนถึงจุดบรรจบแม่น้ำโขง




นอกจากนี้ พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่เกษตรโดยใช้น้ำฝน โดยมีพื้นที่เกษตรกรรม 1.21 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 0.16 ล้านไร่ ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ อุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเกษตรกรจะใช้น้ำจากลำน้ำสายหลักไม่เต็มที่ ประกอบกับการขาดแคลนแหล่งเก็บกักน้ำ จึงเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่วนน้ำต้นทุนที่มีอยู่ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ กรมชลประทานจึงได้วางแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำดังนี้ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมอ่างพลวง อำเภอเต่างอย ขุดลอกลำน้ำน้ำพุง ลำน้ำก่ำ ปรับปรุงก่อสร้างอาคารชลศาสตร์ใหม่น้ำลำน้ำน้ำพุง ระบบสูบกลับ การเพิ่มระดับเก็บกักน้ำ ปตร.ธรณิศนฤมิต การสร้าง ปตร.ในลำน้ำวัง ระบบสูบกลับ ขุดลอกลำน้ำก่ำและลำน้ำสาขา คลองผันน้ำ 2 สาย การใช้น้ำบาดาลเสริมน้ำผิวดิน จากการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ จึงได้ทำการคัดเลือกกลุ่มโครงการที่ควรดำเนินการเร่งด่วน จำนวน 2 กลุ่มโครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ในพื้นที่อำเภอเต่างอย ประกอบด้วย โครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยหวด โครงการพัฒนาระบบอ่างพวง โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านเต่างอย พร้อมขุดลอกลำน้ำน้ำพุง โครงการพัฒนาพื้นที่รับประโยชน์ใหม่ 2 โครงการ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลำน้ำก่ำ ประกอบด้วย โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำลำน้ำก่ำตอนบน ด้านท้าย ปตร.สุรัสวดี-ปตร.บ้านหนองบึง โครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำบ้านหนองบึง ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการฯ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำห้วยหวดจากเดิม 21 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็น 24.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกในเขตพื้นที่ชลประทาน เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่รับประโยชน์ ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานของอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับพื้นที่รับประโยชน์เดิมของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำจากลำน้ำน้ำพุง ทำให้ผลผลิตในเขตพื้นที่ชลประทานเดิมเพิ่มขึ้น อีกทั้งการมีปริมาณน้ำต้นทุนทึ่มั่นคงยังเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีผลตอบแทนสูงและสามารถพัฒนาพื้นที่รับประโยชน์ใหม่ได้ เพิ่มความมั่นคงด้านแหล่งน้ำดิบให้กับหน่วยบริการเต่างอย (กปภ.) ในอนาคต 20 ปีข้างหน้า ทำให้เกษตรกรมีรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น สภาพเศรษฐกิจดีขึ้น


ทั้งนี้ กรมชลประทานได้จัดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร นครพนม เวทีที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ ห้องศรีสกล รร.เดอะมาเจสติคสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร และเวทีที่ 2 วันที่ 17 กันยายน 2568 ณ ห้องยามดี เอ รร.เวลาดี อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลการศึกษาแผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำ รวมทั้งการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อจะนำมาประกอบการจัดทำ หรือปรับปรุงแก้ไขรายงานในขั้นสุดท้ายให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า จังหวัดสกลนครเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง โครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร นครพนมจะทำให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ในเรื่องของการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาการบริหารจัดการน้ำไม่สมบูรณ์ การประชุมในวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ทางกรมชลประทานได้มีการศึกษาพื้นที่ทั้งหมด ทั้งลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำ จากผลการศึกษาจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีอยู่ 14 กลุ่มงาน แยกเป็น 26 โครงการ โดยกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมในพื้นที่อำเภอเต่างอย ใช้งบประมาณ 400 กว่าล้านบาท และพื้นที่ท้ายประตูน้ำสุรัสวดี ใช้งบประมาณ 200 กว่าล้านบาท หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย ช่วยลดความเสียหายได้มากขึ้น สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในฤดูแล้งได้อีกด้วย




“หนองหารอยู่ในเขตเศรษฐกิจ ถ้าเกิดน้ำท่วม ความเสียหายจะมโหฬาร ถ้าสามารถบริหารจัดการน้ำแล้งได้ เกษตรกรสามารถนำน้ำมาใช้ทำการเกษตรได้ วางแผนปลูกพืชตามที่ต้องการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยขยายพื้นที่ใช้น้ำได้อีกด้วย เมื่อปี 2560 เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ถ้าแม่น้ำโขงหนุนก็ไม่สามารถปล่อยน้ำจากหนองหารลงสู่แม่น้ำโขงได้ ทำให้น้ำไหลย้อนกลับเข้าหนองหาร แต่ถ้าเรามีระบบการบริหารจัดการน้ำดีขึ้น ก่อสร้างประตูน้ำใหม่ หรือปรับปรุงประตูระบายน้ำให้ดีขึ้น ก็จะช่วยลดความเสียหายได้มาก เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไปได้ เกษตรกรในพื้นที่ใกล้น้ำก็ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำต้องช่วยกันดูแล และใช้น้ำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง ก็จะเข้ามาส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับการจัดกิจกรรมในวันนี้เป็นเวทีสุดท้าย ของโครงการศึกษาความเหมาะสม ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อนำไปออกแบบและเสนอของบประมาณในการก่อสร้างต่อไป” รองผู้ว่าฯ สกลนคร กล่าวในที่สุด

นายนิพนธ์ มุลเมืองแสน ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า หนองหารซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศมีความหลากหลายของระบบนิเวศและยังเชื่อมโยงกับระบบนิเวศแม่น้ำโขงอีกด้วย มีการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำและเส้นทางสัญจร บริเวณลุ่มน้ำหนองหาร ลุ่มน้ำน้ำพุง และลุ่มน้ำก่ำจะมีน้ำไหลตลอดทั้งปี มีพื้นที่เก็บน้ำตามลำห้วยแก้มลิงหรืออ่างเก็บน้ำมากมาย ปัจจุบันทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม และที่สำคัญการปรับปรุงประตูระบายน้ำในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤตในชุมชนเมือง ซึ่งการจัดทำแผนขนาดใหญ่ในเขตเมืองชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองสกลนคร จะต้องทำการศึกษาอย่างละเอียดเชิงลึก เพื่อทำให้ชุมชนเมืองปลอดภัย สำหรับการใช้ประโยชน์จากหนองหารในพื้นที่เกษตรกรรม อำเภอเต่างอย บริเวณลุ่มน้ำน้ำพุง การบริหารจัดการน้ำค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาน้ำท่วม แต่จะมีปัญหาน้ำท่วมในเขตรอบๆ หนองหาร มีพื้นที่เกษตรกรรมใช้น้ำจากหนองหารประมาณ 43,000 ไร่ พื้นที่น้ำท่วม 10,000 ไร่ ส่วนจุดที่น้ำท่วมคือในพื้นที่ห่างไกลจากหนองหารระยะทาง 27 กิโลเมตร จะใช้ประตูระบายน้ำสุรัสวดีไปจนถึงประตูระบายน้ำหนองบึง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทั้งนี้ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำการเกษตรให้เหมาะสม ตลอดลุ่มน้ำก่ำมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 165,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ 7 อำเภอ 27 ตำบล ปัจจุบันทำการเกษตรได้ 74,000 ไร่ ซึ่งเกษตรกรได้มีการปรับตัวในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และประกอบอาชีพในพื้นที่ลุ่มน้ำให้มีความเหมาะสม โดยทุกฝ่ายจะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน จะต้องมีมาตรการรับมือ มาตรการในการจัดการความเสี่ยง มาตรการในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้รู้จักดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างปกติสุข

นายบัญญัติ ทอนฮามแก้ว นายกองค์การส่วนตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร กล่าวถึงโครงการนี้ว่า ในนามตัวแทนประชาชนที่อยู่บริเวณท้ายน้ำลุ่มน้ำก่ำ ในพื้นที่ 6 ตำบล 3 อำเภอ ขอขอบคุณกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้เล็งเห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ ซึ่งจะได้นำผลจากการศึกษามาจัดทำข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อยากจะเรียกร้องให้มีการขุดลอก ทำถนนริมตลิ่ง ทำพนังกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม และคาดหวังว่าโครงการนี้จะสำเร็จ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างยั่งยืน