ลุ่มน้ำสาขาสายบุรี ตั้งอยู่ภาคใต้ของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 99 ตำบล 23 อำเภอใน 3 จังหวัดประกอบด้วยจังหวัดนราธิวาสปัตตานี และยะลา แม่น้ำสายบุรีมีต้นน้ำทางทิศใต้บริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี พรมแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ไหลจากทิศใต้ขึ้นไปทิศเหนือและไหลลงอ่าวไทย ที่ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีความยาวประมาณ 195 กิโลเมตร มีพื้นที่ 3,213.01 ตารางกิโลเมตร (2.008 ล้านไร่) ปริมาณน้ำท่าประมาณ 3,555.27 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ปัจจุบันประสบปัญหาน้ำท่วม ดินถล่ม ขาดแคลนน้ำและคุณภาพน้ำ กรมชลประทานได้ดำเนินการจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อทำการศึกษาโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา

ในปี 2568 ได้มีการรวบรวมสภาพปัญหา และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี เพื่อจัดทำแผนการพัฒนาแหล่งน้ำสายบุรี จำนวน 173 โครงการ ซึ่งในขั้นตอนการศึกษาได้มีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริษัทที่ปรึกษาได้พิจารณาคัดเลือกโครงการโดยยึดหลักเกณฑ์ด้านความจำเป็นเร่งด่วน ความพร้อมของโครงการ ผลประโยชน์ที่จะได้รับและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยได้คัดเลือกโครงการนำร่องจำนวน 2 โครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1. โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำสายบุรีตอนล่าง (คลองกอตอ-คลองไม้แก่น-คลองสายบุรี) 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำโครงการพรุบาเจาะ-ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันที่ 15 กันยายน 2569 นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาการแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา และโครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง (คลองกอตอ-คลองไม้แก่น-คลองสายบุรี) โดยมีนายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมน้ำพราว 1 โรงแรมซี.เอส. อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี


นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการนำเสนอแผนหลักการพัฒนาลุ่มน้ำสายบุรี รวมถึงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการนำเสนอประเด็นปัญหาข้อห่วงใย ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโครงการดังกล่าว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด
สำหรับสภาพปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี เริ่มตั้งแต่อำเภอกะพ้อ อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอสายบุรีและอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี เมื่อถึงฤดูฝนก็เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ตลอดจนพอถึงช่วงฤดูแล้งก็เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทำให้น้ำทะเลหนุน เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร โดยประชาชนได้ร้องขอให้กรมชลประทานเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ต่อมากรมชลฯ จึงได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น โดยการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลามาตั้งแต่ปี 2568 และในวันนี้เป็นการเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นของประชาชนและทุกภาคส่วน เพื่อให้การศึกษามีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก็หวังว่าข้อคิดเห็นของประชาชนจะเป็นประโยชน์ต่อโครงการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในฤดูแล้ง ตลอดจนแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำด้วย
“จากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์ รวมถึงการอุปโภคบริโภค ฉะนั้นมิติที่สำคัญคือความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจะต้องดีขึ้น เชื่อว่าถ้าหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุกล้ำจะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรจะต้องมีคุณภาพดีขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดียิ่งขึ้นต่อไป” รองผู้ว่าฯ ปัตตานี กล่าว

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กักเก็บน้ำ และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำบริเวณปากคลองกอตอ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม คลองตื้นเขิน และตลิ่งพัง โดยการขุดขยายคลองกอตอ เพื่อผันน้ำมายังคลองไม้แก่น และระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยอีกทางหนึ่ง (ปากแม่น้ำบางส่ย) สามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 10,259 ไร่ เก็บกักน้ำได้ไว้ในคลองกอตอและคลองสาขาได้จำนวน 4.36 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในพื้นที่รับประโยชน์ 21,600 ไร่ สามารถป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรและบ่อน้ำตื้นของราษฎร จำนวน 6,275 ไร่ รวมถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ-ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองสายบุรีและประตูระบายน้ำปลายคลองไม้แก่น โดยการปรับปรุงองค์ประกอบโครงการเดิม ทั้งอาคาร และขยายคลองชลประทาน รวมถึงการขุดคลองสายใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของโครงการ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาไฟไหม้ป่าพรุและดินเปรี้ยว พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำใต้ดินและสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ สามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 51,915 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำไว้ในคลองได้จำนวน 4.52 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในพื้นที่ชลประทาน 48,268 ไร่ สามารถรักษาระดับน้ำใต้ดิน ควบคุมการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเปรี้ยวและป้องกันไฟไหม้ป่าพรุในพื้นที่ 11,375 ไร่
ทั้งนี้ ผลการศึกษาระดับแผนหลักได้รวบรวมแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 173 โครงการ และคัดเลือกโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 2 โครงการดังกล่าวมาศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยภาพรวมของแผนมุ่งบรรเทาอุทกภัยประมาณ 90,000 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก 365.49 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคประมาณ 15,000 ครัวเรือน และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ประมาณ 10,875 ไร่


อย่างไรก็ตาม การศึกษาความเหมาะสมโครงการได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก ตลอดจนความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่จะได้รับการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรมฯ ได้กำชับให้บริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาอย่างครบถ้วนตามแนวทาง การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของ สผ. โดยเป้าหมายของโครงการนี้จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในลุ่มน้ำสายบุรี ผ่านแผนการพัฒนาเพื่อเพิ่มความมั่นคงของแหล่งน้ำต้นทุนและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ส่วนกระบวนการต่อจากการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งสองโครงการคือโครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง (คลองกอตอ-คลองไม้แก่น-คลองสายบุรี) และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ-ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะเป็นการเตรียมความพร้อมและการบรรจุเข้าแผน MTEF การขออนุญาตใช้พื้นที่และจัดหาที่ดิน การจัดทำรายงานและเสนอขออนุมัติเปิดโครงการ และขั้นตอนเข้าสู่ปีงบประมาณและการก่อสร้าง

ด้านนายมูฮำมัด สาและ กำนันตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ในฐานะผู้นำชุมชนและได้รับประโยชน์จากโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากในพื้นที่อำเภอบาเจาะทั้งหมดจะอยู่ในโครงการพรุบาเจาะ-ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทุกๆ ปีจะประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบาเระใต้จะเป็นจุดรับน้ำจากหลายพื้นที่ ตั้งแต่อำเภอเมือง อำเภอยี่งอ และบริเวณเทือกเขาบูโด น้ำจะไหลมารวมกันที่ตำบลบาเระใต้ โดยน้ำจากคลองพรุบาเจาะ-ไม้แก่นและคลองไม้แก่นจะไหลลงสู่ทะเล แต่ด้วยปริมาณน้ำมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง จึงเสนอเรื่องไปยังกรมชลประทานเพื่อดำเนินการขุดขยายคลองเพิ่มเติม ตลอดจนดำเนินการแก้ไขปรับปรุงประตูระบายน้ำที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำออกสู่ทะเล และโครงการขุดคลองสายใหม่ คือคลองพรุบาเจาะ สายที่ 5 ซึ่งจะเป็นแนวทางแก้ในการปัญหาน้ำท่วมและไฟไหม้ป่าพรุ เพื่อรองรับการระบายน้ำให้ได้มากที่สุด และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

“ที่ผ่านมาก็ได้จัดการประชุมทั้งในระดับอำเภอและตำบล เพื่อเชื่อมโยงปัญหาในหลายพื้นที่ ดังนั้น กระผมในฐานะที่เป็นผู้นำชุมชน ก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสนใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาเราต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมขัง ภัยแล้ง ไฟไหม้ป่าพรุ อีกทั้งส่วนใหญ่ประชาชนในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกปาล์ม ยางพารามะพร้าว และข้าวได้รับความเสียหาย ซึ่งถ้าโครงการนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้แน่นอน” นายมูฮำมัด กล่าว

ขณะที่นายพันธ์ พรหมเทพ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านสารวัน ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันในหลายพื้นที่ได้เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ ส่งผลเสียหายต่อพื้นที่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่สามารถทำการเกษตรได้ ส่วนใหญ่จะทำนาปลูกข้าวและสวนผลไม้ จึงอยากจะให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังระบายไม่ทันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อทราบว่าจะมีโครงการดังกล่าวในพื้นที่ก็รู้สึกดีใจ ชาวบ้านก็เห็นด้วย อยากจะได้โครงการนี้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยจะได้รับประโยชน์จากการทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา ทำสวน
“ก็ต้องขอขอบคุณกรมชลประทานและทุกภาคส่วนที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาและความเดือดร้อนของชุมชน โดยดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร” นายพันธ์ กล่าว
