เปิดประสบการณ์ฝึกงานทำการเกษตรประเทศญี่ปุ่น “นุชา บุญมา” ทายาทสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองนครนายก

เปิดประสบการณ์งานเกษตรในต่างแดน “นุชา บุญมา” ทายาทสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองนครนายก จำกัด หนึ่งในตัวแทนยุวชนเกษตรไทยที่เข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตรประเทศญี่ปุ่น รุ่น 36 ของกรมส่งเสริมสหกรณ์

“สิ่งเราได้มาคือวิธีคิด ความขยันอดทน ความมีระเบียบวินัยเพิ่มขึ้น มองอะไรรอบคอบมากขึ้น รู้จักวางแผนปลูกพืชระยะสั้น ระยะยาว บริหารเวลาช่วงไหนควรทำอะไร ปลูกอะไร”

นายนุชา บุญมา เจ้าของศูนย์เรียนรู้สวนมะเดื่อฝรั่งใน ต.สาลิกา อ.เมือง จ.นครนายก และ 1 ในยุวเกษตรกรไทยที่เข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 36 บอกเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งมีโอกาสไปฝึกงานเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 11 เดือน ตามโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเทศไทย และสภาการแลกเปลี่ยนทางการเกษตรแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Agriculture Exchange Council : JAEC ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกหลานเกษตรกรบ้านนอกอย่างเขาจะมีโอกาสบินข้ามน้ำข้ามทะเล ไปหาประสบการณ์ด้านการเกษตรในต่างแดนอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมสุดล้ำ ด้านการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหนุ่มวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยบูรพา หลังจบออกมาสวมหมวกเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการปลูกมะเดื่อฝรั่งขายสร้างรายได้ระยะหนึ่ง ก็ได้รับแจ้งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรเมืองนครนายก จำกัดว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครทายาทหรือลูกหลานเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 36 เป็นเวลา 1 ปี เขาไม่รีรอจึงสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ทันที และในที่สุดก็สอบผ่านไปได้สมความตั้งใจ

“เนื่องจากมีน้าทำงานที่สหกรณ์มาถามว่าสนใจไปฝึกงานเกษตรที่ญี่ปุ่นไหม ถ้าสนใจให้ลองสมัครดู เขามีโครงการฝึกงานเกษตรที่ญี่ปุ่น แต่ว่าต้องไปสอบ ถ้าสอบติดก็ได้ไป พอรู้ว่าได้ก็ตื่นเต้น ตอนนั้นสมัครสาขาผลไม้ แต่พอได้ไปอยู่กับครอบครัวที่ทำผัก” นายนุชา ย้อนอดีตให้ฟัง

ทายาทสมาชิกสหกรณ์ฯ คนเดิมเล่าต่อว่า หลังจากเดินทางถึงญี่ปุ่น ทางโครงการฯ จัดให้อยู่กับครอบครัวเกษตรกรมีอาชีพปลูกผัก ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลใน ต.กุมมะ จ.ไซตามะ โดยครอบครัวมีสมาชิกอยู่ 4 คน พ่อแม่ ลูกชายและลูกสะใภ้ รวมกับตัวเองเป็น 5 คน แต่ละคนแบ่งหน้าที่รับผิดชอบดูแลแปลงผักทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยพืชผักที่ปลูก 3 ชนิด ได้แก่ แตงกวาญี่ปุ่น ต้นหอมญี่ปุ่นและข้าวญี่ปุ่น มีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกเป็นแปลงอย่างชัดเจน แตงกวาจะปลูกในโรงเรือน ส่วนต้มหอมและข้าวจะปลูกในแปลงกลางแจ้ง

วิถีชีวิตในแต่ละวัน ตื่นเช้ามาก็ไปลงแปลงเก็บแตงกวาส่งให้กับทางสหกรณ์ในพื้นที่ จากนั้นช่วงบ่ายก็จะลงแปลงต้นหอม รดน้ำพรวนดินถอนหญ้า โดยผักแต่ละแปลงจะปลูกตามรอบ จึงทำให้เก็บเกี่ยวส่งตลาดทุกวัน

“คนญี่ปุ่นค่อยข้างซีเรียสเรื่องงาน ทำผิดพลาดจะดุไม่เหมือนคนไทย แต่ที่ผมไปอยู่บ้านเขาค่อนข้างใจดี ไม่เคยโดนดุ เราก็ตั้งใจทำงานเต็มที่ ทำงานทุกวัน พักเป็นเวลา พักเช้ากินข้าว เที่ยงพักทานข้าว บ่ายทำงานต่อจนทุ่มสองทุ่ม”

นายนุชา ยอมรับว่า ช่วงแรกปรับตัวพอสมควร ทั้งเรื่องงานและอาหารการกิน เนื่องจากคนญี่ปุ่น จะรับประทานอาหารรสจืดและเค็มเป็นหลัก ไม่มีรสเผ็ด รสแช่บเหมือนบ้านเรา แต่เมื่ออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ส่วนเรื่องงานช่วงแรกก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะคนญี่ปุ่นขยัน อดทน มีวินัย เน้นการวางแผนอย่างเป็นระบบ

“ตื่นเช้ามาเก็บแตงส่งสหกรณ์ ช่วงบ่ายทำต้นหอม เก็บต้นหอมจากแปลงเข้าเครื่องตัดราก เสร็จแล้วนำมาเข้าเครื่องเป่าทำความสะอาดแล้วมาแพ็คลงกล่องส่งสหกรณ์เช่นกัน กลับมาก็ลงแปลงถอนหญ้า ไถพรวนดิน เพื่อปลูกในรอบต่อไป”

นายนุชา เผยต่อว่า การทำเกษตรในญี่ปุ่นจะไม่มีการปลูกพืชชนิดเดียวเดิม ๆ ซ้ำ ๆ แต่ละเปลี่ยนพืช ปลูกใหม่ในแต่ละรอบปี อย่างเช่นครอบครัวที่เขาอยู่ ปีนี้ปลูกหอมญี่ปุ่น ปีต่อไปจะเปลี่ยนเป็นปลูกข้าวแทน หมุนเวียนอย่างนี้ทุกปี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วยลดปัญหาโรคแมลงระบาด

ส่วนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคการเกษตรนั้น นายนุชาย้ำว่า เรื่องนี้เกษตรกรญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ครอบครัวที่ตนไปอยู่นั้นทุกกระบวนการผลิตจะต้องมีนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือนแตงกวาหรือแปลงปลูกต้นหอม จะใช้เครื่องจักรไถพรวนดิน หยอดหลุมปลูก เมื่อถึงเวลาฉีดพ่นยาป้องกันโรคและแมลงก็จะใช้รถจักร พร้อมอุปกรณ์ฉีดพ่น จะไม่ใช้แรงงานคน เมื่อเก็บเกี่ยวก็จะมีรถเก็บเกี่ยวนำมาเข้าเครื่องคัดแยก ล้างทำความสะอาด ก่อนจะแพคบรรจุกล่องส่งลูกค้าต่อไป

“ภาพในหัวก่อนไป ญี่ปุ่นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% พอไปถึงคนละเรื่องเลย มีการใช้สารเคมีเหมือนกัน แต่การใช้ปุ๋ยใช้ยาของเขาจะเข้มงวดมาก ใช้ตามป้ายที่ระบุวันเวลาชัดเจน วันแรกที่ไปถึงเขาสอนให้ขับรถจักรฉีดพ่นยาในแปลงทันที” นายนุชา กล่าว

สำหรับช่องทางการตลาดของเกษตรกรญี่ปุ่นนั้น นายนุชา เผยว่า จะใช้สหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งการรับซื้อผลผลิตในราคารับประกัน พร้อมทั้งวางแผนการปลูกให้กับสมาชิกในแต่ละรอบแต่ชะช่วงเวลา รวมถึงการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ปลูก

“เรื่องปลูกอะไร ทางสหกรณ์เขาจะจัดการวางแผนมาให้หมด รวมถึงการตลาด จังหวัดนี้ โซนนี้ ต้องปลูกพืชชนิดนี้ ขึ้นอยู่กับจังหวัดไหนมีชื่อเสียงอะไร เขาก็จะปลูกพืชนั้นเป็นหลัก อย่างเมืองไซตามะที่ผมอยู่ ต้นหอมญี่ปุ่นเป็นพืชที่มีชื่อเสียงมาก อย่างเวลามีงานเกษตรที่ไซตามะทุกครั้ง ก็จะมีตัวมาสคอตต้นหอมญี่ปุ่นมาโชว์ทุกครั้ง” นายนุชา กล่าว พร้อมฝากถึงยุวชนเกษตรไทยรุ่นที่ 45 ที่จะเดินทางไปฝึกงานเกษตรที่ประเทศญี่ปุ่นในต้นปีหน้าว่าถือเป็นอีกประสบการณ์งานเกษตรในต่างแดนที่หาได้ไม่ง่ายนัก จงเก็บเกี่ยวมันอย่างเต็มที่ เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนางานเกษตรในบ้านเรา

สำหรับสมาชิกสหกรณ์ฯ และทายาทคนใดสนใจเข้าร่วมโครงการฝึกงานเกษตร ณ ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 45 ประจำปี 2570 สามารถสอบถามรายละเอียดและสมัครได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด หรือ Facebook Fanpage : CPD Foreign Relations Group ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2569