
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าร่วมกิจกรรมสาธิตการทำเมนูอาหารจากหอมแดง และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ในการกระจายผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษออกนอกแหล่งผลิต ภายใต้แคมเปญ “รักนะ…เลยให้หอม” ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานอนุสาวรีย์พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ



ภายในงานผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สาธิตการทำเมนูอาหารจากหอมแดงและหอมหัวใหญ่ อาทิ ยำรวมมิตร ข้าวไข่เจียว ยำปลากระป๋อง ไข่ลูกเขย ข้าวขยำ ต้มข่าไก่ และมะม่วงน้ำปลาหวาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในการนำหอมแดงและหอมหัวใหญ่มาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอม และความกลมกล่อมให้กับอาหารแล้ว ยังเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เหมาะสำหรับทุกครัวเรือน ช่วยส่งเสริมการบริโภคผลผลิตของเกษตรกรและเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีสินค้า ของสหกรณ์ที่นำมาจำหน่ายภายในงาน ประกอบด้วย หอมแดงศรีสะเกษ ข้าวหอมมะลิ กล้วยหอม มะพร้าวน้ำหอม นมพร้อมดื่มและเนื้อโคขุน เป็นต้น


โอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมสาธิตการทำเมนูยำรวมมิตร โดยเลือกใช้หอมหัวใหญ่เป็นวัตถุดิบหลัก เนื่องจากหอมหัวใหญ่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความหวานตามธรรมชาติ ลดความเลี่ยนของอาหาร และให้เนื้อสัมผัสที่กรอบสด เมื่อนำมาคลุกเคล้ากับวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น กุ้ง หมูสับ หมูยอ ไส้กรอก และผักต่าง ๆ อาทิ มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย พร้อมน้ำยำรสแซ่บ จะเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม น่ารับประทานยิ่งขึ้น

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันหอมหัวใหญ่และหอมแดงศรีสะเกษเป็นสินค้าเกษตรคุณภาพ การันตีด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยจุดเด่นของหอมแดงศรีสะเกษ คือ หัวใหญ่ เนื้อแน่น เปลือกบาง สีสวยตามธรรมชาติ กลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว ให้รสชาติเข้มข้น เหมาะกับอาหารทุกเมนู และมีสรรพคุณในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดอาการหวัด คัดจมูก บำรุงหัวใจ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และระบบย่อยอาหาร การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ และกระตุ้นการบริโภคหอมแดงและหอมหัวใหญ่คุณภาพจากเกษตรกร โดยเฉพาะหอมแดงศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นและสินค้าเกษตรปลอดภัยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น และมีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นด้วย
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงที่เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตหอมแดง ส่งผลให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เกินความต้องการของตลาดในพื้นที่จะรับซื้อได้ และราคาตกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ จำนวน 8 แห่ง จำนวนไม่น้อยกว่า 3,000 ราย โดยสถานการณ์หอมแดงศรีสะเกษในฤดูกาลผลิตปี 2568/69 นี้ รายงานข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษระบุว่ามีปริมาณผลผลิตรวมทั้งสิ้น 145,424 ตัน จากเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 34,478 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ใน 7 อำเภอ ประกอบด้วย ยางชุมน้อย ราษีไศล กันทรารมย์ วังหิน เมืองศรีสะเกษ พยุห์ และเมืองจันทร์ มีเกษตรกรปลูกหอมแดงทั้งสิ้น 10,378 ราย พื้นที่รวม 34,478 ไร่ โดยอำเภอที่ปลูกหอมแดงมากที่สุด คือ ยางชุมน้อย รองลงมา ราษีไศล และกันทรารมย์ ตามลำดับ



ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและล้นตลาด กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดแคมเปญ “รักนะ….เลยให้หอม” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 สามารถกระจายผลผลิตหอมแดงศรีสะเกษ ทั้งหอมสด หอมปึ๋ง และหอมมัดจุก จากสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ จำกัด ได้แล้วประมาณ 230 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000,000 บาท โดยอาศัยเครือข่ายสหกรณ์เชื่อมโยงตลาดไปยังพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออก พร้อมกับสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ควบคู่กับเงินทุนของสหกรณ์ รวมวงเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์สามารถรับซื้อและกระจายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
“การกระจายหอมแดงศรีสะเกษผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการด้านการตลาด และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสหกรณ์จากทุกภูมิภาค ซึ่งการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนการกระจายผลผลิตหอมแดงคุณภาพจากสหกรณ์ต้นทางสู่สหกรณ์ปลายทาง เพื่อส่งต่อไปยังผู้บริโภคอย่างทั่วถึง เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจให้ความช่วยเหลือสมาชิก สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ช่วยกระจายสินค้าจากสหกรณ์ผู้ผลิตต้นทางสู่สหกรณ์ พ่อค้าเอกชน และส่วนราชการในพื้นที่ โดยใช้กลไกของขบวนการสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในการขับเคลื่อน เพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นด้วย” นายนิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย
