“น้ำคือชีวิตของเกษตรกร” กลุ่มปลูกผักปลอดสารบ้านหนองหญ้าข้าวนก กรมชลฯ เดินหน้าอภิมหาโปรเจค ผันน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 ในพื้นที่ภาคอีสาน มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น


นางดรรชนี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย หนองบัวลำภู ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ และนครราชสีมา รวม 30 อำเภอ 176 ตำบล มีพื้นที่ชลประทานรวม 1,693,979 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ชลประทานส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 1,499,075 ไร่ (ร้อยละ 88) และพื้นที่ชลประทานส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำ 194,904 ไร่ (ร้อยละ 12) ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามแผนงานมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ภายหลังจากการศึกษาความเหมาะสมการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ กรมฯ ก็จะนำผลการศึกษาเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) เพื่อพิจารณา หากได้รับความเห็นชอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดโครงการ การจัดเตรียมงบประมาณ การดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและเสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่ออนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำ และขออนุมัติงบประมาณจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ก่อนดำเนินการก่อสร้างต่อไป โดยมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี ในปี พ.ศ.2577 จะแล้วเสร็จ จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้

นางดรรชนี เปิดเผยอีกว่า โครงการการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 ช่วงปากแม่น้ำเลย-เขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะมีการผันน้ำโขงบริเวณปากแม่น้ำเลย ผ่านหัวงานแนวผันน้ำ (อุโมงค์ และคลองเปิด ความยาวรวม 174.449 กิโลเมตร) ถึงท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนจากภายนอกเข้ามาเพิ่มเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่การเกษตร ซึ่งมีความเหมาะสมในการพัฒนาพื้นที่ชลประทาน ระยะที่ 1 จำนวน 1.69 ล้านไร่ ประกอบด้วย ระบบส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง และระบบสูบน้ำ


“กรมชลฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับรายได้ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับพี่น้องประชาชนในภาคอีสานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นางดรรชนี กล่าว

ด้านนางศศิธร พันธ์โบว์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกผักปลอดสารบ้านหนองหญ้าข้าวนก ตำบลหนองแวง อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า แรกเริ่มมาจากโครงการขุดแก้มลิงของกรมชลประทาน โดยนำดินจากการขุดแก้มลิงขึ้นมาถมตรงพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งชาวบ้านเล็งเห็นว่าน่าจะเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ จึงจัดทำแปลงปลูกผัก ขั้นตอนแรกนำดินกรวดมาปรับปรุงดินก่อน โดยใช้ระบบน้ำของกรมชลประทาน นำมูลวัว แกลบดิบ แกลบดำ ใบฉำฉามาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปปรับปรุงดิน ทำให้ดินดี พืชงอกงามเจริญเติบโตดี โดยได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 30 ราย และสมาชิกในชุมชนอีก 180 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 40 ไร่ โดยปลูกผักมากกว่า 20 ชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ขึ้นฉ่าย ต้นหอม ผักกาดหอม ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักคอส กระเพรา โหระพา บวบ ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ เป็นต้น




ส่วนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ.9000 เล่ม 1-2552 : เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิตแปรรูปแสดงฉลาก และจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ การผลิตพืชอินทรีย์จากสถาบันรับรองระบบการผลิตผลิตภัณฑ์การเกษตร (ICAPS) จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผลผลิตเฉลี่ย 4,000-5,500 กิโลกรัม สร้างรายได้ประมาณ 10,000-50,000 บาทต่อเดือน โดยมีช่องทางการจำหน่ายไปยังห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ เช่น เทสโก้ โลตัส ท็อป ซุปเปอร์มาเก็ต โรงแรม โรงงาน และตลาดในชุมชนฯลฯ



“น้ำคือชีวิตของเกษตรกร ถ้าไม่มีน้ำ ก็ไม่มีเกษตรกร ไม่มีการปลูกพืช ไม่มีการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพราะหัวใจของเกษตรกรคือน้ำ ฉะนั้น การปลูกผักปลอดสารพิษจะต้องเริ่มต้นจากการคลุมดินให้ได้คุณภาพก่อน ถ้าดินดี น้ำดี พืชก็เจริญงอกงามดี โดยไม่ต้องใช้สารเคมี แต่จะใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยคอกแทน ปัจจุบันกลุ่มปลูกผักปลอดสารบ้านหนองหญ้าข้าวนกมีความโดดเด่นด้านการรวมตัวกันเพื่อปลูกพืชผักอินทรีย์ หรือผักปลอดสารพิษ นอกจากนี้ พื้นที่บ้านหนองหญ้าข้าวนกจะเป็นจุดผ่านของน้ำในโครงการดังกล่าวด้วย และเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ และบริเวณใกล้เคียง สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชผักได้มากขึ้น ทำให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น กลุ่มฯ มีความเข้มแข็งมากขึ้น และมีตลาดที่ยั่งยืน ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด” ประธานกลุ่มฯ กล่าว