กรมชลฯ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรติดตามความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สานฝันเกษตรกรมีน้ำใช้ยั่งยืน



นางดรรชนี เฉยเพ็ชร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่ 2 โดยนำคณะผู้บริหารกรมชลประทาน และสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชีมูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น และชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 14-15 มกราคม 2569

นางดรรชนี กล่าวว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) มีพื้นที่ชลประทานรวม 1,693,979 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ชลประทานส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 1,499,075 ไร่ (ร้อยละ 88) และพื้นที่ชลประทานส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำ 194,904 ไร่ (ร้อยละ 12) ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย หนองบัวลำภู ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ และนครราชสีมา รวม 30 อำเภอ 176 ตำบล ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในระยะที่ 1 พื้นที่ 1.69 ล้านไร่ ซึ่งตามแผนงานมีกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 ภายหลังจากการศึกษาความเหมาะสมการจัดทำรายงาน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ กรมชลประทานก็จะนำผลการศึกษาเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) เพื่อพิจารณา หากได้รับความเห็นชอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดโครงการ การจัดเตรียมงบประมาณ การดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและเสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่ออนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำ และขออนุมัติงบประมาณจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ก่อนเริ่มก่อสร้างต่อไป โดยมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี ในปี พ.ศ.2577 จะแล้วเสร็จ จึงสามารถใช้ประโยชน์ได้

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในระยะที่ 1 พบว่าในบางจุดที่จำเป็นต้องใช้ที่ดินของประชาชน กรมชลประทานจะดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งดำเนินการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน สำหรับโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ และเมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมระบบส่งน้ำในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา จะมีพื้นที่ชลประทานได้รับประโยชน์ 1.69 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบัน เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว และอ่างเก็บน้ำเขื่อนห้วยหลวง รวมประมาณ 195 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยจะมีการผันน้ำตลอดทั้งปี สามารถผันน้ำได้ 3,500-3,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่การเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางน้ำเพิ่มมากขึ้นตลอดทั้งปี สามารถเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ 945,500 ไร่ต่อปี ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีลักษณะเป็นคลองเปิด และจะมีถนนข้างลำคลอง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกด้วย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและช่วยลดความเสี่ยงด้านอุทกภัย มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพิ่มสูงขึ้น

“สำหรับพื้นที่ภาคอีสานเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่สูงจะส่งน้ำยาก ในการพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัดด้วย ทั้งนี้ กรมชลประทานมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับรายได้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับพี่น้องประชาชนในภาคอีสานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป” นางดรรชนี กล่าว

นายชาญศักดิ์ ธานี วิศวกรระดับ 10 สังกัดกองเดินเครื่อง โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนอุบลรัตน์ เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของโรงไฟฟ้าคือการดูแลควบคุมระดับน้ำของโรงไฟฟ้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับเขื่อนอุบลรัตน์ ถือว่าเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความจุอยู่ที่ 2,431 ล้านลูกบาศก์เมตร มีภารกิจหลักเพื่อการชลประทานและการเกษตร รวมถึงการผลิตกระแสไฟฟ้า มีอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 24 เมกะวัตต์ ด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 เครื่องๆ ละ 8 เมกะวัตต์ สำหรับสถานการณ์น้ำเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณน้ำค่อนข้างดี มีปริมาณมากกว่า 90% ของความจุเขื่อน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยจะมีการสูบน้ำและปล่อยน้ำเพื่อทำการเกษตรและชลประทาน ซึ่งกรมชลประทานนับว่าเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนั้น ทางโรงไฟ้ฟาฯ ยังมีกิจกรรมสนับสนุนชุมชน อย่างเช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีลานปั่นจักรยานชมทัศนียภาพภายในเขื่อน สถานประกอบการ ร้านค้าต่าง ๆ ปัจจุบันได้มีการสร้างโซล่าฟาร์มเฟสแรก กำลังการผลิต 24 เมกะวัตต์ และในอนาคตจะเพิ่มกำลังการผลิตในเฟส 2 อยู่ที่ประมาณ 60 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการภายใน 1-2 ปี นี้ และในอนาคตมีแผนจะก่อสร้างสะพานข้ามเขื่อนจากฝั่งจังหวัดขอนแก่นไปยังจังหวัดหนองบัวลำภู ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งจะส่งผลดีด้านการท่องเที่ยวในอนาคต




อย่างไรก็ตาม โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ โขงเลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรมชลประทาน เนื่องด้วยพื้นที่รับน้ำของเขื่อน อุบลรัตน์บริเวณเหนือเขื่อนมีอยู่ ประมาณ 12,000 กว่าไร่ ถือว่าค่อนข้างมาก ซึ่งพบว่าปริมาณน้ำในแต่ละปีมีมากกว่าความจุของเขื่อน จึงทำให้การบริหารจัดการน้ำค่อนข้างยาก แต่ในทางกลับกันบางปีน้ำแล้ง ไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตรและชลประทานในช่วงหน้าแล้ง ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ดังนั้น ถ้ามีโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น จะสามารถผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต

นายวุฒินนท์ คำเดช ผู้จัดการโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม บริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาในโครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (ระบบส่งน้ำ) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า มีพื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 85,711 ไร่ เป็นพื้นที่ก่อสร้างคลองส่งน้ำและระบบส่งน้ำ 79,950 ไร่ พื้นที่ทิ้งดินอีก 5,761 ไร่ จำนวน 111 แห่ง มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน 79,000 กว่าไร่ มูลค่าชดเชยที่ดิน 8,700 ล้านบาท รวมมูลค่าที่ดินและทรัพย์สินที่ต้องจ่ายค่าชดเชยทั้งสิ้น 19,000 ล้านบาท มีประชากรที่ได้รับผลกระทบ 28,580 ราย ซึ่งในส่วนนี้กรมชลประทานได้มีการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีการจัดทำแผนป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จากโครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 ช่วงปากแม่น้ำเลย-เขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะมีการผันน้ำโขงบริเวณปากแม่น้ำเลย ผ่านหัวงานแนวผันน้ำ (อุโมงค์ และคลองเปิด ความยาวรวม 174.449 กิโลเมตร) ถึงท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนจากภายนอกเข้ามาเพิ่มเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่การเกษตร ซึ่งมีความเหมาะสมในการพัฒนาพื้นที่ชลประทาน ระยะที่ 1 จำนวน 1.69 ล้านไร่ ประกอบด้วย ระบบส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง และระบบสูบน้ำ

นายอุเทน เกตุแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท เอ็นแคด คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวอีกว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการประเมินปัจจัยสิ่งแวดล้อมจำนวน 28 ปัจจัย เพื่อคาดการณ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจะมีการกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม เพื่อควบคุมและลดผลกระทบให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดและอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ คุณภาพอากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรสัตว์ป่า การใช้ประโยชน์ที่ดินและการเกษตรกรรม การคมนาคมขนส่งการชดเชยที่ดินและทรัพย์สินสภาพเศรษฐกิจสังคม สุขภาพอนามัยและการบริการสาธารณสุขและโบราณสถาน โบราณคดี และแหล่งประวัติศาสตร์ โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนให้มากที่สุด โดยใช้แนวคลองและพื้นที่สาธารณะประโยชน์เดิมเป็นหลัก รวมถึงปรับแนวองค์ประกอบของโครงการให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่จริง ซึ่งในบางจุดที่จำเป็นต้องใช้ที่ดินของประชาชนกรมชลประทานจะดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ และประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งดำเนินการชดเชยที่ดินและทรัพย์สินตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม โดยจะยึดหลักเกณฑ์การเวนคืนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562

นายสุรพงษ์ อาจนนท์ลา ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองงูเหลือม ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ตำบลบ้านค้อมีพื้นที่ทั้งหมด 17,000 ไร่ และมีพื้นที่การเกษตรประมาณ 10,000 ไร่ เป็นดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก สามารถทำนาได้เพียงฤดูเดียว ดังนั้น การที่มีน้ำเป็นต้นทุนการผลิตก็จะทำให้มีพืชผักผลไม้ให้ประชาชนบริโภคเพิ่มขึ้น ปัจจุบันได้ทำการต่อยอดจากพืชที่ถูกบุกรุกแผ้วถางให้กลายเป็นป่าชุมชนจำนวน 1,547 ไร่ มีสวนป่าศึกษาระบบนิเวศ อ่างเก็บน้ำ 300 ไร่ ถ้ามีโครงการนี้เกิดขึ้น ก็จะทำให้มีแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น สามารถกระจายน้ำไปยังพื้นที่ 10,000 กว่าไร่และพื้นที่ใกล้เคียงอีก 200,000 ไร่ นับว่าเป็นเกษตรฐานรากที่เข้มแข็ง สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชน

“โครงการนี้ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว และรอคอยมาจนกระทั่งเกษียณอายุราชการได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ส่วนเกษตรกรในชุมชนจะอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ถ้ามีโครงการนี้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเขียวขจีขึ้น มีป่าชุมชนแห่งใหม่ ช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และสิ่งสำคัญที่จะตามมาคือรายได้ของชุมชนจะดีขึ้นด้วย เมื่อมีน้ำเราก็ต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า สามารถสูบน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรได้ง่ายขึ้น และจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิตแบบดั้งเดิมให้กลายมาเป็นการผลิตตลอดทั้งปี ก็จะช่วยเสริมรายได้ให้กับประชาชนตลอดทั้งปีด้วยเช่นกัน” นายสุรพงษ์ กล่าว

นางหนูทิพย์ คลังกลาง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู กล่าวเสริมว่า เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะได้ติดตามมาตลอด เพื่อต้องการให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมาพอถึงช่วงหน้าแล้งก็จะแล้งจริงๆ ไม่มีน้ำสักหยด เกษตรกรอยากทำนาหลายรอบ แต่ไม่มีโอกาส ดังนั้น จึงอยากให้กรมชลประทานเล็งเห็นปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

ขณะที่นายสามารถ คำโทพล สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู กล่าวด้วยว่า ตำบลบ้านค้อมีประชากรรวมทั้งสิ้น 5,000 กว่าคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก เมื่อทราบข่าวว่าจะมีโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นก็รู้สึกดีใจและอยากจะสนับสนุนให้โครงการนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เสริมจากการทำการเกษตร เช่น ปลูกกล้วย อ้อย ข้าวโพด หลังฤดูเก็บเกี่ยว เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่ทำการเกษตร จึงอยากให้ภาครัฐช่วยผลักดันโครงการที่มีประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะตำบลบ้านค้อ มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูงติดต่อกับเขื่อนอุบลรัตน์ แต่ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ถ้ามีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น ประชาชนกว่า 5,000 ชีวิตก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากมีการปลูกพืชชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้เพียงพอ ช่วยยกระดับครัวเรือน เพราะทุกวันนี้ทำนาขาดทุน จริงๆ แล้วคนอีสานเป็นคนขยันปลูก ขยันสร้าง แต่ปัจจัยสำคัญคือน้ำ ถ้ามีน้ำก็สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง นอกจากนี้ ยังทำอาชีพเสริมเลี้ยงปลาได้อีกด้วย

ส่วนนายทองสุข คลังกลาง เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลบ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนมากชาวตำบลบ้านค้อเป็นเกษตรกร และสิ่งสำคัญในการทำเกษตรก็คือน้ำ ถ้าขาดน้ำก็ไม่สามารถประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้เลย ทราบมาว่าจะมีโครงการขนาดใหญ่มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็รู้สึกดีใจ ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็จะดีใจมากๆเพราะประชาชนที่เดือดร้อนไม่มีน้ำใช้ ก็จะมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน เพราะน้ำเป็นปัจจัยหลักในการทำการเกษตรและสร้างรายได้เสริม ดังนั้น จึงอยากให้โครงการในฝันของพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการใดก็ตาม พี่น้องประชาชนจะดีใจมาก ส่งผลให้เกษตรกรและชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติได้ทำมาหากินหล่อเลี้ยงครอบครัวและช่วยเหลือประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน