จากกรณีรัฐบาล เปิดลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” และยื่น ณ ท้องถิ่น รับเงินเยียวยาเหมาจ่าย 9,000 บาท ครอบคลุมพื้นที่ 65 จังหวัด และ กทม.นั้น
ล่าสุดวันนี้(6 ตุลาคม 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนด้าน ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการ ฯได้มีการเปิดจุดให้บริการประชาชนในการลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 ที่บริเวณ สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านพฤกษา 12/1 ม.4 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ด้วยบรรยากาศมีประชาชนทยอยเดินทางลงทะเบียนขอการช่วยเหลือกันเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ท่ามกลางฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง

นางอุบล สีมา อายุ 80 ปี กล่าวว่าสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณบ้านว่า ขณะนี้น้ำยังคงท่วมขังมานานกว่า 10 วัน โดยเฉพาะบริเวณหลังบ้านยังมีน้ำขังและเริ่มเน่า แม้ถนนบริเวณโดยรอบจะกลับมาแห้งและสามารถเดินทางได้ตามปกติแล้ว ในขณะที่ขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐว่า ค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากหลังลงทะเบียนแล้วต้องรอการอนุมัติ พร้อมทั้งต้องสแกนเอกสารและถ่ายภาพประกอบ ทำให้ต้องเดินทางหาร้านรับถ่ายภาพเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน
สำหรับเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท นั้นสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมบ้านได้เพียงบางส่วน โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่าง แต่หากบ้านได้รับความเสียหายมากกว่านี้ก็จะเป็นภาระหนัก เพราะต้องขนย้ายสิ่งของขึ้นไว้ด้านบน และไม่แน่ใจว่าจะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเก็บของหรือไม่ ทั้งนี้ตนหวังว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและนำไปใช้ซ่อมแซมบ้านภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้บางส่วน
ด้าน นางบังอร สุยะนา อายุ 54 ปีกล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ว่า บ้านพักของตนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยมีน้ำล้อมรอบบริเวณบ้านและท่วมสูงบริเวณทางเข้า-ออกภายในซอย ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อเกิดน้ำท่วม ลูกไม่สามารถเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนหนังสือได้ ต้องหยุดกิจกรรมต่าง ๆ ขณะที่การออกไปซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นก็ทำได้ยาก ทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนและอาจมีช่วงที่ขัดสน เนื่องจากไม่สามารถใช้ชีวิตและเดินทางได้ตามปกติ

ส่วนการดำเนินการช่วยเหลือและการเปิดจุดรับเรื่องเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากจนเกินไป และประชาชนสามารถเข้ามาดำเนินการได้ซึ่งการช่วยเหลือดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยื่นมือเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แม้ความช่วยเหลืออาจไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดก็ตาม
สำหรับเงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาท นั้นจำนวนเงินดังกล่าวอาจไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่ยังถือว่าดีกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย โดยเงินที่ได้รับสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสิ่งของบางส่วนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เช่น ประตูบ้านที่อาจเกิดสนิมและชำรุดจากการถูกน้ำท่วม รวมถึงนำไปใช้จ่ายเพื่อช่วยบรรเทาภาระของครอบครัวได้บางส่วน ทั้งนี้ตนมองว่า แม้เงินเยียวยาจะไม่สามารถชดเชยความเสียหายทั้งหมดได้ แต่ถือเป็นความช่วยเหลือที่มีประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนด้าน ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม เปิดเผยถึงปัญหาการลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยว่า ขณะนี้เกิดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน โดยประชาชนที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันของรัฐบาลแล้ว ยังต้องนำเอกสารและหลักฐานมายื่นที่องค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้นายก อบต.ลงนามรับรอง ก่อนนำไปเบิกจ่าย
ซึ่งหากประชาชนยื่นหลักฐานผ่าน อบต.โดยตรง เช่น สำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชีธนาคาร และรูปถ่ายประกอบหลักฐานการประสบภัย ตนสามารถตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ก่อนลงนามรับรองได้ เพราะมีข้อมูลให้พิจารณาว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือไม่ แต่กรณีที่ประชาชนส่งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันของรัฐบาล ข้อมูลและหลักฐานจะเข้าสู่ระบบของรัฐบาลทั้งหมด ก่อนที่จะย้อนกลับมาให้ผู้บริหารท้องถิ่นลงนามรับรองเพียงเอกสาร โดยไม่ได้เห็นข้อมูลหรือหลักฐานที่ส่งเข้าสู่ระบบ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการรับรองข้อมูล
อีกทั้งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่คลองสาม แต่เป็นปัญหาที่ท้องถิ่นทั่วประเทศประสบเช่นกัน โดยประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่าเหตุใดเมื่อดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันของรัฐบาลแล้ว ยังต้องมาลงทะเบียนและส่งข้อมูลซ้ำที่ อบต.อีกครั้ง โดยหากรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและอนุมัติข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันของรัฐบาลทั้งหมดแล้ว ก็ควรให้กระบวนการสิ้นสุดที่ระบบดังกล่าว โดยไม่ต้องย้อนกลับมาให้ผู้บริหารท้องถิ่นรับรองอีก เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและปัญหาในการปฏิบัติงาน
ขณะเดียวกัน หากประชาชนดำเนินการผ่าน อบต.โดยตรง ตนเห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นควรเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานและรับรองตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ได้ และมีความชัดเจนในความรับผิดชอบ อีกทั้งหลักเกณฑ์การช่วยเหลือโดยรวมมีความชัดเจน ทั้งการใช้สำเนาบัตรประชาชน สมุดบัญชีธนาคาร รูปถ่าย และเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาหรือระดับของสถานการณ์น้ำท่วม โดยประเด็นที่ต้องการให้แก้ไขคือขั้นตอนที่ประชาชนผ่านระบบของรัฐบาลแล้ว แต่ยังต้องย้อนกลับมาให้ผู้บริหารท้องถิ่นลงนามรับรองอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน
ทั้งนี้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยว่า โดยภาพรวมหลักเกณฑ์การช่วยเหลือของรัฐบาลมีความชัดเจน ทั้งเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท กรณีน้ำท่วมไม่เกินหรือเกิน 7 วัน รวมถึงหลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือในส่วนอื่น ๆ จึงไม่ได้มีปัญหาในเรื่องตัวเลขหรือเกณฑ์การพิจารณา แต่ปัญหาที่พบคือขั้นตอนการยื่นเอกสารและการส่งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนยื่นข้อมูลผ่านระบบของรัฐบาลด้วยตนเองแล้ว แต่ภายหลังต้องนำข้อมูลกลับมายื่นหรือให้องค์การบริหารส่วนตำบลรับรองอีกครั้งและหากประชาชนยื่นหลักฐานผ่าน อบต. โดยตรง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบหลักฐานและข้อเท็จจริงได้ว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ และสามารถยืนยันข้อมูลได้อย่างชัดเจน แต่หากประชาชนยื่นผ่านแอปพลิเคชันโดยที่ อบต. ไม่เห็นข้อมูลหรือหลักฐาน แล้วภายหลังกลับมาให้ อบต. รับรอง ก็อาจเกิดปัญหาเรื่องความถูกต้องของข้อมูลและผู้รับผิดชอบ หากข้อมูลที่ยื่นไปไม่เป็นความจริง
สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่คลองสาม ขณะนี้พบว่าประชาชนบางส่วนได้ยื่นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันแล้ว แต่ยังต้องมาลงทะเบียนกับ อบต. อีกครั้ง เนื่องจากข้อมูลที่ประชาชนส่งผ่านระบบดังกล่าวไม่ได้ปรากฏให้ อบต. เห็น ทำให้ประชาชนต้องนำข้อมูลและหลักฐานมายื่นเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดขั้นตอนซ้ำซ้อน หากรัฐบาลกำหนดให้ประชาชนดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน ก็ควรดำเนินการให้ครบถ้วนในระบบเดียว เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องยื่นเอกสารซ้ำหรือกลับมาให้ท้องถิ่นรับรองภายหลัง ท้องถิ่นไม่ได้ติดขัดกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือ แต่ต้องการให้ปรับปรุงกระบวนการส่งข้อมูลให้ชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างสะดวกและไม่เกิดความสับสน
