รองนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ปทุมธานี ติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ลงแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเตรียมปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชื่อมโยงนครนายก–ปทุมธานี–กรุงเทพฯ–สมุทรปราการ รองรับมรสุมระลอกใหม่ ขณะที่ผู้ว่าฯ ปทุมธานี หวั่นรับน้ำจากองครักษ์ผ่านคลอง 12 กระทบพื้นที่รังสิต ด้านนายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่เตรียมรับมือประชาชนกว่า 500 หลังคาเรือนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเร่งระบายน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ที่ประตูระบายน้ำสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการระบายน้ำในจังหวัดปทุมธานี โดยมีนางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมเจ้าหน้าที่กรมชลประทานและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปทุมธานี ร่วมให้ข้อมูล
รองนายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบการเปิดประตูระบายน้ำบริเวณประตูระบายน้ำบ้านใหม่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการผลักดันน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมรับฟังปัญหาและข้อจำกัดด้านการระบายน้ำในพื้นที่ รวมถึงแนวทางรองรับกรณีมีความจำเป็นต้องระบายน้ำจากพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ผ่านระบบคลองรังสิต เพื่อผลักดันน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ชุมชนโรงถ่าน หมู่ 5 ตำบลบ้านใหม่ ซึ่งอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำบ้านใหม่ เพื่อมอบถุงยังชีพและพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีประชาชนพักอาศัยกว่า 500 หลังคาเรือน และอาจได้รับผลกระทบจากการเร่งระบายน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้ นายเอกนิติได้หารือร่วมกับนายสมบูรณ์ ปานย้อย นายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำและชุมชนโดยรอบ เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบและดูแลประชาชนก่อนและระหว่างการผลักดันน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ด้านนางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีน้ำตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลเบื้องต้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำตกค้างประมาณ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่สามารถระบายน้ำออกได้ประมาณวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวจะต้องประสานกรมชลประทานเพื่อยืนยันข้อมูลอีกครั้ง
แม้จังหวัดจะมีเครื่องสูบน้ำเพียงพอ แต่ปริมาณน้ำที่มีจำนวนมาก ประกอบกับข้อจำกัดของเส้นทางระบายน้ำ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ขณะที่พื้นที่หมู่บ้านและบ้านเรือนประชาชนในเขตเทศบาลเมืองคูคต ซึ่งยังคงมีน้ำท่วมขัง ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำอีกประมาณ 3 เครื่องจากพื้นที่อื่น พร้อมให้เทศบาลเร่งจัดหาและเช่าเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
สำหรับกรณีความกังวลของประชาชนในพื้นที่คลองรังสิต หากมีการระบายน้ำจากพื้นที่อำเภอองครักษ์เข้ามาทางคลองรังสิต ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการหารือเรื่องการเปิดประตูระบายน้ำคลอง 12 แต่เนื่องจากจังหวัดยังมีทางเลือกในการระบายน้ำ จึงได้ทดลองเปิดประตูระบายน้ำบริเวณคลอง 13 ประมาณ 10 เซนติเมตร และพบว่าสถานการณ์ยังสามารถควบคุมได้ จึงพยายามใช้คลอง 13 เป็นเส้นทางหลักในการระบายน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับน้ำเข้าคลอง 12 ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่รังสิตเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เตรียมความพร้อมรองรับฝนและมรสุมระลอกใหม่ โดยได้หารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกและปทุมธานี เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาหลักในขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดนครนายก ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือยังค่อนข้างทรงตัวและยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่มากนัก ส่วนจังหวัดปทุมธานีได้เสนอขอเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก หรือเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ เพื่อช่วยระบายน้ำในพื้นที่ ล่าสุดได้จัดหาเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมลงมายังจังหวัดปทุมธานีแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ตรอกซอกซอยที่ยังมีน้ำท่วมขัง
พร้อมกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นลำดับแรก และเร่งประสานการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนกรณีพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งมีข้อเสนอให้ระบายน้ำบางส่วนผ่านคลองรังสิตนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า จำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ เนื่องจากพื้นที่รังสิตเองก็รับน้ำจากองครักษ์และจังหวัดนครนายก ขณะเดียวกันพื้นที่กรุงเทพมหานครยังมีปัญหาน้ำท่วม จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้
เบื้องต้นมีแนวคิดจะประชุมร่วมกัน 3 ภาคส่วนภายใน 1–2 วันนี้ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงเร่งระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำอย่างจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้ระบบระบายน้ำสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการรองรับและผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องบริหารจัดการให้สามารถรองรับและระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป้าหมายสำคัญคือการลดผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือมรสุมระลอกใหม่ที่กำลังจะเข้ามา
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องการเยียวยาประชาชน โดยให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายทันทีที่ระดับน้ำลดลงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้กำชับให้ประสานการไฟฟ้าเพื่อเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง หรือ Generator เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องจนส่งผลให้เครื่องสูบน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีระบบสำรองเพื่อป้องกันการหยุดชะงักของการระบายน้ำ
ส่วนกรณีประชาชนในพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เรียกร้องให้มีการเปิดประตูระบายน้ำบริเวณคลอง 8 และคลอง 12 เพื่อระบายน้ำผ่านคลองรังสิตนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลเส้นทางการระบายน้ำและสถานการณ์น้ำในจังหวัดปทุมธานี เพื่อนำไปประกอบการหารือและวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่องครักษ์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม บริเวณประตูระบายน้ำคลอง 8 ในพื้นที่สนั่นรักษ์ อำเภอธัญบุรี ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่สามารถใช้ระบายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ประตูระบายน้ำคลอง 12 ยังมีข้อจำกัดด้านระบบไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องนำปัญหาดังกล่าวมาหารือร่วมกัน เพื่อประเมินความเป็นไปได้และกำหนดทิศทางการระบายน้ำจากนครนายกผ่านระบบคลองรังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ปทุมธานีและพื้นที่ปลายน้ำควบคู่กัน
