จากกรณีหนุ่มลูกครึ่งร้องขอความช่วยเหลือ “ใหญ่ V10” หลังนำรถอเมริกันคลาสสิกเข้าซ่อมกับอินฟลูเอนเซอร์สายรถยนต์ชื่อดัง จ่ายค่าซ่อมแล้ว 2.8 แสนบาท จากยอดกว่า 5 แสนบาท แต่ผ่านนานกว่า 1 ปี งานกลับไม่คืบหน้า ขณะที่เจ้าของรถไม่ทราบว่ารถอยู่ที่ใด จึงร้องขอความช่วยเหลือให้ติดตามรถกลับคืนมา

ล่าสุดวันที่ 15 ส.ค. 2569 “ใหญ่ V10” ในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย เดินทางไปที่อู่ของนายกฤษณะ สอทรัพย์ไพศาล หรือ “ช่างกิจ” เพื่อติดตามและทวงถามรถ โดยช่วงแรกบรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด มีการปะทะคารมกันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของตัวเอง
ช่างกิจยืนยันว่า รถไม่ได้หาย แต่ถูกเก็บอยู่ที่อู่ของตน พร้อมอธิบายว่า รถถูกนำมาซ่อมตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2567 เดิมเป็นรถสีฟ้า สภาพภายในไม่มีเครื่องยนต์ มีเพียงโครงรถ ก่อนตกลงทำสีใหม่เป็นสีเปลือกมังคุด เดินระบบเครื่อง ระบบไฟ และทำกระจกใหม่ทั้งหมด โดยตกลงค่าซ่อมประมาณ 500,000 บาท
เดิมลูกค้าต้องการให้รถเสร็จภายใน 3 เดือน แต่เมื่อรถมาถึงพบว่าต้องทำใหม่แทบทั้งหมด จึงมีการขอขยายเวลา ก่อนนำรถไปให้อู่นอกจังหวัดเพชรบูรณ์เดินระบบภายใน แต่ต่อมามีปัญหาเรื่องระยะเวลาและความกังวลเกี่ยวกับการมีทนายเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงยกเลิกงานและนำรถกลับมาเก็บไว้ที่อู่ของช่างกิจ

ระหว่างการพูดคุยยังมีการเปิดประเด็น เครื่องยนต์และอะไหล่ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ โดยช่างกิจชี้แจงว่า เดิมมีการพูดถึงเครื่อง Lexus แต่เครื่องที่นำมาใส่เป็นเครื่อง Toyota พร้อมอ้างว่าได้แจ้งลูกค้าให้ทราบแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญว่า อะไหล่บางรายการไม่ตรงตามที่ตกลง และมีการนำอะไหล่บางส่วนไปขายแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำอะไหล่เดิมกลับมาคืนให้ผู้เสียหายได้ “ใหญ่ V10” จึงสอบถามถึงรายละเอียดและมูลค่าความเสียหาย พร้อมยืนยันว่าต้องเคลียร์ให้ชัดว่าอะไหล่ชิ้นใดถูกเปลี่ยน ชิ้นใดถูกขาย และต้องรับผิดชอบอย่างไร
แม้ช่วงแรกจะมีการปะทะคารมกันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยหาทางออกร่วมกันได้ ก่อนบรรยากาศจะพลิกจากความตึงเครียดเป็นมิตร เมื่อ “ใหญ่ V10” และช่างกิจ กอดคอกัน พร้อมเดินหน้าหาทางแก้ไขปัญหา
เบื้องต้นทางอู่ยอม คืนเครื่องยนต์ที่ไม่ตรงตามที่ตกลงกัน และพร้อมชดใช้ส่วนต่าง ขณะที่ “ใหญ่ V10” อยู่ระหว่างประเมินมูลค่าเครื่องยนต์ อะไหล่ที่ขาดหายหรือถูกขายไป รวมถึงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อคำนวณยอดส่วนต่างที่จะคืนให้ผู้เสียหาย

“ใหญ่ V10” กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้ามาช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้ต้องการซ้ำเติมผู้ประกอบการ แต่ต้องการให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยืนยันว่า พร้อมช่วยเหลือทั้งเจ้าของรถและผู้ประกอบการ หากเกิดปัญหาหรือข้อพิพาทขึ้น โดยอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจพูดคุยกันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหาทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
จาก ปะทะคารมเดือดกลางอู่ สู่การกอดคอจบด้วยดี เหลือเพียงขั้นตอนประเมินมูลค่าความเสียหายและส่วนต่าง เพื่อเดินหน้าชดใช้ให้ผู้เสียหายต่อไป
