69 ปีเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลฯ ยกเครื่องครั้งใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน บริหารจัดการน้ำเข้มแข็ง เสริมแกร่งความมั่นคงด้านน้ำ รับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานเปิดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท โดยมีผู้แทนกรมชลประทาน ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาเกษตรกร สถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน ผู้นำชุมชน กลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำ และประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำ ทั้งด้านเหนือและด้านท้ายของเขื่อนเจ้าพระยาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ ณ ห้องประชุมพระครูวินัยคุณากร ชั้น 2 อาคารศูนย์เรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสำนักงานชลประทานที่ 12 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

นายภูมิวัชร์ กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดชัยนาทเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เหมาะสำหรับการประกอบอาชีพการเกษตร ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ มีอายุการใช้งานมากกว่า 69 ปี ได้ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญในการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม รักษาระบบนิเวศ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ใกล้เคียง จากการที่กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมเพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยาให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้กับระบบชลประทาน ช่วยบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องรองรับกับการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบโครงการขนาดใหญ่ ในส่วนของจังหวัดชัยนาทก็มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในด้านการเกษตร อุปโภคบริโภค การมีความมั่นคงด้านน้ำ จะทำให้พื้นที่สามารถรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

ดังนั้น การประชุมในวันนี้จึงเป็นการปรึกษาหารือร่วมกันของทุกภาคส่วน ในเรื่องแผนงานปรับปรุงโครงการ แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อนำไปปรับปรุงสรุปผลการศึกษาให้มีความเหมาะสม ครบถ้วน สมบูรณ์ และสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาโครงการให้แล้วเสร็จสมบูรณ์

“ฝากถึงเกษตรกรด้วยว่ามีพื้นที่บางส่วนแห้งแล้ง ไม่มีน้ำต้นทุนการบริหารจัดการน้ำต้องกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพราะจังหวัดชัยนาทเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ซึ่งการประชุมในวันนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง เราจะทำงานภายใต้แผนงานเดียวกัน เพื่อให้โครงการนี้แล้วเสร็จสมบูรณ์” นายภูมิวัชร์ กล่าว

ด้านนายเถลิงกิตต์ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา กล่าวว่า เขื่อนเจ้าพระยา เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่บ้านคุ้งบางกระเบียน หมู่ที่ 4 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เริ่มก่อสร้าง ปี พ.ศ.2495 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2500 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานมากกว่า 69 ปี มีศักยภาพส่งน้ำชลประทานครอบคลุมพื้นที่กว่า 7.5 ล้านไร่ ทั้งฝั่งช้าย ฝั่งขวา และพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญสำหรับการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม รักษาระบบนิเวศ ใช้ในการผลักดันน้ำเค็มในพื้นที่ภาคกลาง และมีพื้นที่การบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ โครงการเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบด้วย สำนักงานชลประทานที่ 10, 11 และ 12 มีพื้นที่ 4,174 ไร่

นอกจากนี้ เขื่อนเจ้าพระยายังทำหน้าที่ทดน้ำเข้าสู่คลองส่งน้ำสายหลัก 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง คลองชัยนาท-ป่าสัก มีปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และคลองชัยนาท-อยุธยา เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรกรรมภาคกลาง พร้อมทั้งสนับสนุนการผลิตน้ำประปา การรักษาระบบนิเวศ การผลักดันน้ำเค็ม การบรรเทาอุทกภัยและการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยามีอายุการใช้งานมายาวนาน ทำให้มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ประกอบกับสภาวะโลกรวน จึงทำให้เกิดปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน น้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง อาคารชลประทานที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ความซับซ้อนในการบริหารจัดการน้ำขาดแคลนบุคลากรและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประสิทธิภาพการใช้งานของเขื่อนเจ้าพระยาลดลง องค์ประกอบบางส่วนชำรุดเสียหาย แม้ที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพใช้การได้ แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงได้ครอบคลุมอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ในปี พ.ศ.2568-2569 กรมชลประทานจึงได้ดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำชลประทาน บรรเทาความเสียหาย จากอุทกภัยและภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในปัจจุบัน และเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 540 วัน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2569

จากผลการศึกษาได้กำหนดแผนการปรับปรุงทั้งหมด 8 แผนงาน ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงอาคารประกอบหัวงาน แบ่งเป็น ปรับปรุงโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ปรับปรุงประตูบานโค้ง ปรับปรุงอาคารระบายน้ำลันฉุกเดิม ปรับปรุงอาคารโรงไฟฟ้า ปรับปรุงอุโมงค์ระบายน้ำปรับปรุงระบบป้องกันวัชพืชและขยะลอยน้ำ ปรับปรุงอาคารสลายพลังงานเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความมั่นคงของเขื่อน 2.การปรับปรุงตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 31 แห่ง ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์-สิงห์บุรี รวมระยะทาง 51 กม. 3.การปรับปรุงอาคารสำนักงาน ประกอบด้วย อาคารสำนักงานที่ทำการ อาคารสนับสนุนการปฏิบัติงานตามภารกิจ ศูนย์เรียนรู้ด้านชลประทาน ส่งเสริมการใช้น้ำและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บ้านพักข้าราชการ อาคารควบคุมและระบบควบคุมการเปิด-ปิดบานระบาย บ้านรับรองเขื่อนเจ้าพระยา 4.การพัฒนาพื้นที่ซลประทานใหม่ จำนวน 2 แห่ง รวม 21,603 ไร่ 5.การบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดระดับน้ำเหนือเขื่อนให้อยู่ระหว่าง +30 ถึง +50 เมตร (รทก.) เพื่อให้สามารถส่งน้ำเข้าคลองชลประทานสายหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 6.การบรรเทาปัญหาอุทกภัย ก่อสร้างประตูรับน้ำหลากริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 7 แห่ง ขุดลอก แม่น้ำน้อย 170 กม. และแม่น้ำท่าจีน 183 กม. เตรียมเครื่องสูบน้ำซั่วคราวจำนวน 9 แห่ง เพื่อเร่งการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ 7.การบริหารปัญหาน้ำเค็ม 8.การพัฒนาองค์กรผู้ใช้น้ำ ยกระดับพื้นที่พัฒนาเป็นฝ๋ายส่งน้ำบำรุงรักษา จัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน จำนวน 26 กลุ่มให้มีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ 9.การถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดประชุมถอดบทเรียนประจำปี พัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำในอนาคต

ในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การรับฟังความคิคเห็นของประชาชน เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแผนงานให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

“น้ำ คือรากฐานของการพัฒนาประเทศ น้ำต้นทุนของเขื่อนเจ้าพระยาก็มาจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ชลประทานกับเกษตรกรก็เป็นของคู่กัน ต้องสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน พร้อมรับฟังความคิดเห็น ดังนั้น การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา จึงเป็นอีกก้าวสำคัญสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน มีน้ำต้นทุนเพียงพอ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ มั่นใจว่าเขื่อนเจ้าพระยาจะช่วยขับเคลื่อนระบบชลประทาน เพื่อรองรับทั้ง 9 แผนหลักของรัฐบาล จึงอยากจะให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการใช้น้ำเพื่อทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตดีขึ้น” นายเถลิงกิตต์ กล่าวในตอนท้าย