“อนุทิน” มอบนโยบาย “ทิศทางรัฐบาลในการยกระดับบทบาทสตรี สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการ W – Unity : รวมพลังสตรี เชื่อมใจเพื่อการพัฒนา

วันนี้ (22 มิ.ย. 69) เวลา 14.00 น. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบาย “ทิศทางรัฐบาลในการยกระดับบทบาทสตรี สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการ W – Unity : รวมพลังสตรี เชื่อมใจเพื่อการพัฒนา โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม รวมถึง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม ซึ่งมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กล่าวรายงาน และมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีและหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีทุกจังหวัด ผู้นำสตรี และเครือข่ายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีทุกระดับ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวนกว่า 2,000 คน ร่วมรับฟัง

นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาเราพูดถึงการพัฒนาประเทศ เรามักนึกถึงเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การลงทุน ถนน รถไฟ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่บางครั้ง การพัฒนาประเทศก็วัดได้จากเรื่องที่ใกล้ตัวกว่านั้น นั่นคือ “ประชากรครึ่งประเทศของเรา คือ ประชากรที่เป็นเพศหญิง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงในวัยทำงานที่กำลังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ด้วยการตั้งคำถาม 3 คำถาม คือ 1. เวลาที่ผู้หญิงมีลูก เธอยังต้องกังวลว่าอนาคตในหน้าที่การงานของเธอจะสะดุดหรือไม่ 2. ผู้หญิงสามารถเดินทางและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองของตัวเองได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และ 3. หากผู้หญิงเผชิญความรุนแรงภายในบ้าน รัฐดูแลได้ดีหรือไม่ หากเรายังไม่มีคำตอบที่ดีพอสำหรับคำถามเหล่านี้ แต่ว่าหากเรายังมีอุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดของผู้หญิง จะเป็นการจำกัดโอกาสของประเทศในการใช้ศักยภาพของประชาชนได้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาประเทศ

“..การยกระดับบทบาทสตรีจึงไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศไทยด้วย” รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ด้วยทิศทางในการยกระดับบทบาทสตรี 3 เรื่องสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของสตรี ของผู้หญิง และความเข้มแข็งของสังคมไทย ดังนั้น การที่เราได้พบปะกันวันนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ท่านทั้งหลายที่มาร่วมประชุม ผมมีความเชื่อมั่นมานานแล้วว่า ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอันมากในการพัฒนาประเทศของเรา ความเป็นสตรี ไม่ได้หมายความว่า วันนี้ท่านทำงานได้ ท่านก็เลยบอกว่าท่านไม่ใช่สตรีแล้ว ไม่ใช่ครับ ท่านเป็นแม่บ้านของใครล่ะ ท่านเป็นแม่ของใครล่ะ แล้วบ้านนั้นถ้าไม่มีท่านเนี่ย พวกผมจะออกมายืนอยู่ เฉิดฉายให้เห็นอย่างนี้ได้มั้ยล่ะ เพราะฉะนั้น สุภาพสตรีในปัจจุบันมีความเข้มแข็ง เดี๋ยวนี้ไปเป็นตำรวจก็มี ไปเป็นทหารก็มี ไปเป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการบริษัท เป็นประธานคณะนั่นคณะนี่ เป็นประธานศาลฎีกาก็มีมาแล้ว เป็นนายกหญิงก็มีแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ย ต้องถือว่าสตรีวันนี้ไม่ใช่อยู่กับบ้านเฉย ๆ แล้วก็คอยหากับข้าวกับปลาให้สามีกิน ให้พ่อแม่กิน ให้ลูกกินเท่านั้น เพราะนอกจากท่านจะช่วยทำมาหากินในบ้านแล้ว ท่านยังกำหนดสิ่งต่าง ๆ ในบ้าน “ท่านคือรากฐานสำคัญของคำว่า ครอบครัว”..” นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ

นายอนุทิน ยังได้กล่าวถึงเรื่องสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูบุตร เด็กที่เกิดในวันนี้คือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตกาลข้างหน้า ดังนั้น สังคมต้องสนับสนุนผู้หญิงในการมีบุตร ด้วยการแบ่งเบาภาระให้กับเขามากที่สุด ล่าสุดประเทศไทยมีกฎหมายให้คู่สมรส โดยพ่อของเด็กสามารถลาช่วยเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่งคลอดได้ 15 วัน ซึ่งท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายเมื่อครั้งที่ท่านได้เป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับล่าสุด นี่เป็นอีกตัวอย่างของการสนับสนุนบทบาทของสตรี และเราต้องทำให้เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ในเรื่องอื่น ๆ

ต่อมา ก็คือ มีผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน แล้วกลับบ้านเพียงอย่างเดียว ใน 1 วัน ต้องพาลูกไปโรงเรียน ไปทำงาน ไปดูแลผู้สูงอายุ ซื้อของ ทำภารกิจอีกหลายอย่าง เมืองที่ดี จึงต้องเข้าใจวิถีชีวิตเหล่านี้ด้วย อย่างเจ๊ของผมกลับบ้าน ยังต้องนวดผมนิดนึงนะ ไม่งั้นนอนไม่หลับ เช้ามาต้องเป่าผมให้ผม เพราะผมไม่ให้คนอื่นเป่า “ผู้หญิงเป็นความละมุนให้กับบุรุษ” ที่ยังต้องออกไปมีบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ในสังคมหรือในภารกิจหน้าที่เดินทางต่าง ๆ หน้าที่การงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เนี่ย ต้องถือว่า วันนี้มันจะมีแบบ คนนี้ผู้ชาย คนนี้ผู้หญิง ผู้หญิงคือเพศอ่อนแอกว่าไม่ได้แล้ว ยิ่งเผลอ ๆ อยู่ไป ๆ นาน ๆ ผู้ชายอ่อนแอกว่า แค่ไม่ค่อยโชว์ออกมาเท่านั้นเอง ด้วยความให้เกียรติซึ่งกันและกัน การที่เราอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัว ทำงานด้วยกัน ทุกสังคมมันเป็นเช่นนี้หมด เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องหาวิธีการที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของครอบครัวของเรา ซึ่งเป็นพื้นฐานขั้นแรกของการมีความมั่นคงเข้มแข็ง แข็งแกร่ง คุณภาพชีวิตต้องดี
ในบ้านควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีผู้หญิง มีเด็ก มีสมาชิกในครอบครัวอีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องเผชิญความรุนแรงอยู่ภายในบ้านตัวเอง คำว่า รุนแรงไม่ใช่ใช้กำลังอย่างเดียวนะครับ เป็นเรื่องของความรุนแรงในทางวาจา เสียดสีกัน บางทีพูดประชดประชันกันหรือบางทีก็มีการลงมือลงไม้กัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะมาละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานกันง่าย ๆ ไม่ได้ ต้องใส่ใจ ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นปัญหาสาธารณะ รัฐบาลก็จะต้องเดินหน้าสร้างระบบคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้น เพิ่มการเข้าถึงความช่วยเหลือ เพราะเราไม่อาจสร้างสังคมที่เข้มแข็งได้ หากยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งหรือจำนวนมากยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว

ตอนนี้นานาชาติเนี่ย เขาก็ได้เชื่อมั่นแล้วว่าการยกระดับบทบาทสตรีเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นครับ ผมเชื่อว่า สุภาพสตรีก้าวไปข้างหน้า ประเทศก็จะก้าวไปข้างหน้า และเมื่อสุภาพสตรีมีโอกาสใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยหรือประเทศของเราก็จะมีโอกาสใช้ศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

“สำหรับทิศทางของรัฐบาลในการยกระดับบทบาทสตรีสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ท่านไม่ต้องกังวล ในรัฐบาลปัจจุบันนี้ก็มีสุภาพสตรีอยู่ในคณะรัฐมนตรีเป็นจำนวนมากมาย มีผู้บริหารภาครัฐจำนวนมาก มีคนที่เข้าใจหัวจิตหัวใจของท่าน เป็นตัวแทนของท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ มันไม่ใช่ว่า เพราะว่าวันนี้โลกเขาเป็นแบบนี้ รัฐบาลก็เลยต้องมาทำ ไม่ใช่ เราไม่ได้มองท่านเป็นสตรีที่เป็นเพศที่อ่อนแอกว่าบุรุษ ไม่ใช่แล้ว วันนี้ไม่ใช่เลย จริง ๆ ไม่ใช่มานานแล้ว เราต้องมองว่าเราอยู่ด้วยกัน ทำอย่างไรถึงจะใช้พลังของเราเนี่ยโดยที่ไม่มีคำว่าเพศอยู่ตรงกลาง พัฒนายกระดับ แล้วก็ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าให้กับบ้านเมืองให้มากที่สุด ด้วยความร่วมมือ ทุกอย่างที่เป็นข้อเสนอเป็นบทสรุปจากการที่ท่านได้มาร่วมประชุมหารือกันในวันนี้ ก็จะถูกนำไปสู่การประมวลผลสู่การปฏิบัติ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด กรม หรืออำนาจของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง เราก็พร้อมที่จะผลักดันให้มีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความรวดเร็ว ถ้าตรงไหนมันเกินอำนาจที่แม้กระทั่งมติคณะรัฐมนตรีก็ยังทำไม่ได้ ก็ต้องเข้าถึงกระบวนการการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลก็ได้ทำให้ท่านได้เห็นมานักต่อนักแล้วว่า ถ้าเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของท่าน สิทธิของท่าน ความปลอดภัยของท่าน ความมั่นคงในชีวิตของท่าน โอกาสของท่าน รัฐบาลไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วยความรวดเร็ว ขอให้ยืนยันว่า นี่คือหน้าที่ของรัฐบาล แต่รัฐบาลจะทำได้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ รวดเร็วมากกว่านี้ ถึงใจมากกว่านี้ ก็ต้องขอความร่วมมือกับพวกเราทุกคนด้วย เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุดต่อไป” นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้าย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินงานโครงการ W-Unity : รวมพลังสตรี เชื่อมใจเพื่อการพัฒนา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพสตรีในทุกระดับให้มีความพร้อมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของครอบครัวและชุมชน ตามเป้าหมายสำคัญของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นภารกิจที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด

“กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นในการยกระดับบทบาทสตรี ผ่านนโยบายสำคัญ ได้แก่ 1. ส่งเสริมศักยภาพสตรีให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาชุมชน เน้นการสร้างทักษะอาชีพ ทักษะการตลาด การบริหารจัดการ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้สตรีสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 2. พัฒนากองทุนพัฒนาบทบาทสตรีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเข้าถึงได้ มุ่งเน้นการบริหารงานอย่างมีมาตรฐาน การใช้ข้อมูลและระบบดิจิทัลสนับสนุนการทำงาน และการขยายโอกาสให้สตรีทุกกลุ่มเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียม 3. ผลักดันสตรีให้มีบทบาทนำในระดับหมู่บ้าน ชุมชน และท้องถิ่น 4. การพิทักษ์คุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของสตรี โดยทุกจังหวัด อำเภอ และและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขับเคลื่อนการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว และกลุ่มเปราะบางและจัดระบบช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม และ 5. การยกระดับผลิตภัณฑ์และธุรกิจของสตรีสมัยใหม่ โดยเชื่อมโยงสตรีเข้าสู่ตลาดยุคดิจิทัล ผ่านหลายช่องทางการจำหน่ายสินค้าในเวทีระดับประเทศ โดยสนับสนุนคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด/อำเภอ/ตำบล ให้ทำงานเชิงรุก เป็นเครือข่ายสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล”

ด้าน ประธานคณะทำงานเครือข่ายขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีภาคเหนือ กล่าวว่า เครือข่ายผู้นำสตรีทุกคนล้วนตระหนักดีว่า “ผู้หญิงเป็นพลังสำคัญของครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ” และพร้อมที่จะน้อมนำแนวนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน