“ป่าแดด” เผยสันนิบาตขับเคลื่อนปลดล็อกท้องถิ่น 2 วาระ เล็งสร้างสำนักงานหลังใหม่ ประหยัดพลัง งาน เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่เทศบาลตำบล (ทต.) ป่าแดด อ.เมืองจ.เชียงใหม่ นายรุ่งปรีชา ปั๋นแก้ว นายก ทต.ป่าแดด ในฐานะประธานสันนิบาตเทศบาล จ.เชียงใหม่ เผยความคืบหน้าการปลดล็อคผู้บริหารท้องถิ่น 2 วาระว่าสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่งนายอนุทิน ได้ทราบถึงแนวทางปลดล็อกดังกล่าว และรับปาก ผลักดันและขับเคลื่อนความต้องการของผู้บริหารท้องถิ่นที่มีอยู่กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศแล้ว โดยให้สภาพิจารณา 3 วาระรวด และเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวาระที่ 4 เพื่อประกาศใช้ตามระเบียบกฏหมายท้องถิ่นภายในปีนี้ โดยยึดระเบียบกฏหมายเดิมกว่า 80% ยกเว้นการปลดล็อกดังกล่าว ส่วนผู้บริหารท้องถิ่น ต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถบริหารกี่วาระก็ได้ตามที่ประชาชนต้องการ

ทั้งนี้มีการยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ใน จ.เชียงใหม่ เป็นเทศบาลตำบล 11 แห่ง แต่ยกฐานเป็นเทศบาลได้เพียง 10 แห่งเท่านั้น เนื่องจาก อบต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด มีพื้นที่ทับซ้อนแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน จึงยังไม่ได้ยกฐานะดังกล่าว ต้องรอความชัดเจนพื้นที่ตำบลไม่ทับซ้อนแนวเขตป่าก่อน เนื่องจากมีผลทางการปกครอง เนื่องจากพื้นที่เป็นเขตป่าสูงชัน และบางส่วนทับซ้อนที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎรด้วย ทำให้ท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นเทศบาล รวม 121 แห่ง จากท้องถิ่นทั้งหมด 211 แห่ง

นายรุ่งปรีชา กล่าวอีกว่า แผนการพัฒนา ทต.ป่าแดด ปีงบประมาณ 2569 ไตรมาสแรกได้สร้างอาคารที่จอดรถ มูลค่า 16 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลัง มีแผนสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบแปลน และจัดเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง เป็นอาคารเอนกประสงค์ ที่ถูกสุขลักษณะ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน และบุคลากรเทศบาลเพื่อบริการประชาชนอย่างทั่วถึงและครบวงจร

ส่วนการแก้ปัญหาหมอกควันและ PM 2.5 นั้น เทศบาลรับนโยบายของรัฐบาล และนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ต.ป่าแดด ไม่เผาเด็ดขาด เพราะเป็นพื้นที่ในเมือง และมีชุมชนหนาแน่นตามการขยายตัวของชุมชน ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ชุมชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมมีส่วนร่วมผลักดันและขับเคลื่อนร่วมกับจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้เชียงใหม่ที่มีอายุ 730 ปี เป็นเมืองมรดกโลกในปี 2570เพื่อรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นและวิถีชีวิตแบบชาวล้านนา เป็นการสร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวเชียงใหม่ด้วย